การเมืองในองค์กร

 
 

การเมืองในองค์กร
                เมื่อพูดถึงการเมืองก็ต้องมีการจัดตั้งพรรคเพื่อเป็นทีมการเมือง ในการดำเนินการทางการเมืองก็ต้องมีพรรคฝ่ายค้าน และพรรคฝ่ายรัฐบาล เพื่อหาข้อยุติหัวข้อต่างๆ ในการเมืองให้ได้บทสรุปที่ชัดเจน ซึ่งดีสำหรับประเทศชาติ ในทางกลับกันถ้ามีการเมืองเกิดขึ้นในองค์กร กลับเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับองค์กร เพราะจะนำมาถึงเรื่องหน้าที่การงานที่สูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ เรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดการเมืองในองค์กร ตัวอย่างเช่น

  1. พนักงานมีเวลาว่างมากเกินไป มีงานน้อย หรือมีเวลาในการพูดคุยกันมากขึ้น เรื่องต่างๆ ที่ชอบเอามาคุยกันจะเป็นเรื่องส่วนตัวเสียส่วนใหญ่ เพราะการคุยเรื่องหน้าที่การงานเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสำหรับพนักงาน ส่วนมากเรื่องที่จะคุยกันได้แก่ เรื่องส่วนตัวของเจ้านาย เรื่องที่ไม่ดีของพนักงานคนอื่น เรื่องงานที่ผิดพลาดแต่กลับไม่ได้แก้ไขที่ถูกต้อง เป็นต้น เมื่อมีการพูดคุยเรื่องเหล่านี้ก็จะมีการตั้งประเด็นและคุยกันไปในวงกว้างจากกลุ่มเล็กๆ ขยายไปส่วนต่างๆ จนกลายเป็นเรื่องราวที่ไม่ดีเกิดขึ้น จากเรื่องที่คุยกันก็ต้องมีทั้งคนที่เห็นด้วย และคนที่ไม่เห็นด้วย จากสิ่งนี้ก็จะเกิดเป็นคน 2 กลุ่ม หรือ 2 พรรคเหมือนการเมือง พรรคฝ่ายค้าน และพรรครัฐบาล เพื่อหาข้อยุติ แต่ส่วนมากแล้วจะหาข้อยุติไม่ได้ จึงทำให้เกิดการสูญเสียเวลาการทำงานโดยเปล่าประโยชน์ ถ้ามากขึ้นก็จะมีผลกระทบต่องาน
  2. เกิดจากฝ่ายบุคคล เนื่องจากฝ่ายบุคคลไม่รักษาความลับของพนักงาน และนำมาเปิดเผย ยกตัวอย่างเช่น
    2.1 เรื่องประวัติการทำงานที่ผ่านมาของพนักงานบางคน นำมาเป็นหัวข้อในการพูดคุยของพนักงานในองค์กร ทำให้เกิดความไม่เห็นชอบของพนักงาน แต่กระนั้นก็ยังมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ก็ยังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเหมือนเดิม
    2.2 เรื่องเงินเดือนหรือค่าตอบแทน ในบางองค์กร ตำแหน่งงานเดียวกันอาจมีเงินเดือนที่ไม่เท่ากัน เมื่อความลับรั่วไหลก็จะมีผลกับการทำงานในตำแหน่งงานนั้น ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักในการทำงาน คนเงินเดือนน้อยกว่าแต่กลับทำงานมากกว่าก็คิดว่าโดนกลั่นแกล้ง ทำให้เกิดกลุ่มคนขึ้น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่มีค่าตอบแทนน้อยกว่า กับกลุ่มที่เห็นด้วย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าตอบแทนสูงกว่า ก็จะนำมาซึ่งการถกเถียงเกี่ยงงานกัน แทนที่งานจะเสร็จกลับไม่เสร็จตามเป้าหมาย
    2.3 เกิดจากการรักษากฎระเบียบข้อบังคับ เช่น การขาดลา มาสาย การหยุดงาน การขาดงาน เป็นต้น สำหรับบุคคลที่เป็นกลุ่มเดียวกับตนก็จะได้สิทธิพิเศษไป สำหรับบุคคลที่ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับตน ก็จะไม่ได้รับสิทธินั้น นำมาซึ่งการพูดคุยกันในองค์กร เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันขึ้น ทำให้เกิดการสูญเสียการปกครองไม่สามารถบังคับให้อยู่ในกฎระเบียบได้ หรืออาจจะเกิดจากการพนักงานที่ทำงานดี ทำงานเกินเวลาจะได้รับสิทธิมากกว่าผู้อื่น ซึ่งแท้จริงแล้วการกระทำดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะผู้อื่นจะเอาเป็นแบบอย่างได้
  3. เกิดจากผู้บริหารเอง ตั้งแต่ระดับเจ้าของ ผู้จัดการ หัวหน้างาน ซึ่งส่วนมากแล้วจะไม่ให้ความเป็นธรรมสำหรับพนักงานใต้บังคับบัญชาที่มีความผิดพลาดแทนที่จะแก้ไขกลับนำไปพูดคุยให้พนักงานคนอื่นๆ ฟัง ซึ่งจะเกิดกลุ่มพนักงานที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยเกิดขึ้น มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน ทำให้พนักงานผู้นั้นไม่ได้รับความร่วมมือในการทำงาน ทำให้งานเกิดการสูญเสีย หรือล่าช้าโดยเปล่าประโยชน์ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยอาจจะกลั่นแกล้งจนออกจากงาน กลุ่มที่เห็นด้วยก็จะช่วยด้วยความเห็นใจ เกิดการถกเถียงกันในกลุ่มพนักงานกันเอง
  4. เกิดจากระบบงานและการจัดการ สำหรับองค์กรที่ไม่มีรูปแบบระบบงานที่ดีจะทำให้พนักงานวิพากษ์วิจารณ์การทำงานกันขึ้น บ้างก็ว่าเกิดจากระบบงาน บ้างก็พูดว่าการจัดระเบียบงานไม่ดี ทำให้กลุ่มที่ปรับตัวได้จะได้เปรียบ สำหรับกลุ่มที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะมีข้ออ้างจากระบบงานและการจัดการ หรืออาจจะเกิดช่องว่างในการหลีกเลี่ยงงาน การลัดขั้นตอนการทำงานขึ้น กลุ่มที่ปรับตัวได้ก็ไม่มีความคิดเห็นอะไร สำหรับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็จะพูดคุยจนทำให้องค์กรเกิดความเสียหายทั้งในหน้าที่การงานและชื่อเสียงองค์กร เมื่อเกิดเรื่องนี้กลุ่มที่ปรับตัวได้ก็ไม่ยอมที่กลุ่มนั้นพูดคุยจนทำให้เสียการงานและชื่อเสียง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น หรือทำให้งานสูญเสียไป
  5. เกิดจากความชอบใคร่ ความชอบใคร่ในองค์กรสำหรับตัวพนักงานอาจเกิดได้หลายทาง เช่น
    5.1 การชอบใคร่เรื่องส่วนตัว เช่น เกิดความรักความใคร่ในตัวพนักงานกันเอง อาจจะในระดับบริหารกับพนักงาน หรือระดับพนักงานกันเอง เมื่อมีเรื่องนี้เกิดขึ้นก็จะให้ประโยชน์แก่พนักงานที่ตนชอบใคร่ ให้สิทธิมากกว่าคนอื่น ทำให้เสียการปกครอง ซึ่งเกิดกลุ่มที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกันขึ้นในองค์กร
    5.2 การชอบใคร่ในหน้าที่การงาน เช่น พนักงานที่ทำงานดีขยันขันแข็งมักจะได้สิทธิพิเศษกว่าพนักงานคนอื่นที่ทำงานได้น้อยกว่า ทำให้เกิดเป็นกลุ่ม 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ทำงานดี กับกลุ่มที่ทำงานดี มีการพูดคุยถกเถียงในการทำงานในเรื่องความเป็นธรรมต่อการปฏิบัติงานของ 2 กลุ่มนี้
    5.3 ความชอบใคร่ในเครือญาติของตนเอง เช่น มีญาติตนเองมาทำงานเยอะก็จะได้รับการปกป้องจากกลุ่มตน สำหรับบุคคลที่ไม่ใช่เครือญาติ หรือเป็นเครือญาติอีกฝ่ายก็จะไม่ได้รับการปกป้องหรือการปฏิบัติเหมือนเครือญาติตนเอง เป็นต้น

ที่กล่าวมาก็เป็นต้นเหตุให้เกิดการเมืองในองค์กรได้ ซึ่งจะทำให้สูญเสียต้นทุนโดยเปล่าประโยชน์จากงานที่ล่าช้า
งานผิดพลาด เป็นต้น แนวทางต่อไปนี้จะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาการเมืองในองค์กรให้ลดน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น

  1. จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ ขึ้นภายในองค์กร เช่น การนำกิจกรรม 5ส, กิจกรรมQCC เป็นต้น ทำให้พนักงานใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แทนที่จะพูดคุยเรื่องต่างๆ ก็หันมาพูดคุยกันในเรื่องการพัฒนาองค์กรด้วยกิจกรรมเหล่านี้
  2. กำหนดกฎระเบียบ และให้ความรู้เรื่องจรรยาบรรณแก่ฝ่ายบุคคลที่ชัดเจน เพื่อให้ฝ่ายบุคคลได้ดูแล และควบคุม และเป็นแบบอย่างที่ดีต่อพนักงานในองค์กร ในเรื่องการเก็บความลับต่างๆ การแก้ไขปัญหาพนักงานในเรื่องความเป็นอยู่ ปัญหาส่วนตัวให้กับพนักงานในองค์กร นอกจากนี้ควรมีบทลงโทษที่มากกว่าพนักงานทั่วไปในการควบคุมไม่ให้ความลับรั่วไหล เพราะฝ่ายบุคคลเป็นผู้ออกกฎและรักษากฎเหล่านั้นให้คงอยู่ และได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้องภายในองค์กร ซึ่งควรออกกฎระเบียบกันเองภายในฝ่ายบุคคล รวมทั้งการฝึกอบรมและให้ความรู้ด้านจรรยาบรรณของฝ่ายบุคคลที่ดี
  3. จัดให้มีการจัดระบบงานขึ้นภายในองค์กร ระบบงานจะทำให้ลดปัญหาต่างๆ ได้หลายอย่างเช่น ปัญหาความซ้ำซ้อนในงาน ปัญหาการทำงานที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่มีระเบียบ ลดความเครียดจากการทำงาน เป็นต้น ระบบงานที่ดีย่อมนำไปสู่การทำงานที่ดีด้วย ฉะนั้นองค์กรควรมีการจัดระบบงานขึ้น ไม่ว่าจะนำระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000 มาใช้ หรือการจัดระบบการทำงานให้มีรูปแบบที่ชัดเจนขึ้น
  4. จัดให้มีการให้รางวัล  เช่น การให้รางวัลพนักงานดีเด่น การให้เงินรางวัลตอบแทน การเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น นอกจากนี้ควรมีบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับพนักงานที่ทำงานผิดพลาดหรือผิดกฎระเบียบบริษัท แต่ต้องมีการอบรมและให้แนวทางที่ถูกต้องในการทำงานครั้งต่อไป เพื่อไม่ให้พนักงานเครียด การให้โอกาสสำคัญมากเพราะจะทำให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงานที่ดีในครั้งต่อไป
  5. จัดให้มีการสังสรรค์ขึ้นภายในบริษัท อาจจะด้วยบริษัทเองจัดขึ้น เช่น งานสังสรรค์ประจำปี งานสังสรรค์ครบรอบบริษัท เป็นต้น หรืออาจจะเกิดการจัดกันขึ้นเองภายในแผนกหรือฝ่ายเอง เพื่อให้พนักงานได้คลายเครียด พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน และสร้างความสามัคคีกันให้เกิดขึ้นในฝ่าย เช่น อาจจะจัดขึ้นในช่วงหยุดงานระยะยาว เช่น ก่อนสงกรานต์ ก่อนปีใหม่ เป็นต้น ) ซึ่งควรจัดนานๆ ครั้ง ไม่ควรจัดบ่อยไป เพราะจะมีผลต่อการทำหน้าที่การงานด้วย

ปัญหาที่ทำให้เกิดการเมืองขึ้นภายในองค์กร และแนวทางในการป้องกัน อาจจะมีมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการขององค์กรเอง งบประมาณที่จะใช้ และผลที่คาดว่าจะได้รับ

 
     
               
  เทวินทร์ ประสิทธิ์เสริฐ
สงวนลิขสิทธิ์
การคัดลอกให้ก๊อปปี้ link ลงไปด้วย

http://www.cgpcenter.com/generalknowledges/organizepolitical.html