การแก้ปัญหาโรคซึมเศร้า

 
 

ก็ได้รับข้อมูลจากผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จากประสบการณ์จริง ได้รับรู้ถึงความรู้สึก และความเข้าใจของคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ก็นับว่าเป็นโรคที่เป็นอันตรายต่อตนเองพอสมควร ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ เป็นสาเหตุหลักของการนำไปสู่การทำร้ายตนเอง และการฆ่าตัวตายในที่สุด เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ประสบชะตากรรมเกี่ยวกับโรคนี้ได้รับทราบ และต่อสู้ชีวิตต่อไป จึงนำความรู้สึกของผู้ป่วยเหล่านั้นมาบรรยายให้ฟัง รวมทั้งวิธีการแก้ปัญหาที่เป็นอีกหนทางหนึ่งนอกจากจะได้รับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว โรคนี้อาจจะไม่ได้รับการยอมรับมากนักในประเทศไทยไม่เหมือนกับสังคมทางตะวันตก หรือยุโรปที่ประชากรส่วนมากจะได้รับความรู้ความเข้าใจที่ดี แต่เราก็สามารถที่จะต่อสู้ด้วยตนเอง โดยวิธีการที่ง่ายๆ ไม่ต้องทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนไม่ปกติ และทำให้สังคมยอมรับได้
คนส่วนมากเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัว สำหรับปริมาณที่พอจะคาดเดาได้ 1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้และไปพบจิตแพทย์มีอาการและเป็นโรคซึมเศร้าประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ จากผู้ป่วยที่เป็นโรคทางจิตวิทยาที่ไปพบแพทย์ 2. บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้รู้ว่าตนเองเป็นโรคซึมเศร้า และไม่ได้รับการรักษามีประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ในลักษณะอาการต่างกันไปสำหรับสังคมปัจจุบันที่มีเทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนคนปรับตัวไม่ทัน ความเครียด ความเศร้า ความหวาดระแวง ความกลัว ก็ย่อมเกิดขึ้นซึ่งอาจจะนำไปสู่โรคซึมเศร้าในที่สุด
ผู้ป่วยรายหนึ่งได้ให้ข้อมูลไว้ และได้แก้ปัญหาโรคนี้ด้วยตนเอง จนเขาสามารถทำให้ตนเองอยู่ในสังคมได้ และได้รับการยอมรับจากผู้คนทั่วไป แน่นอนว่าเป็นระยะเวลานานพอสมควรนับสิบกว่าปีที่เขาต้องทนทุกข์ทรมานจากตนเอง จากโรคที่เป็นอยู่ แต่ก็สามารถต่อสู้ด้วยตนเองจนกล้าที่จะเผชิญกับโลกความเป็นจริง และเขาคนนั้นก็ได้ถ่ายทอดความรู้สึกแก่คนที่จะสิ้นหวัง หมดกำลังใจให้ยืนหยัดต่อสู้โลกนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย คนที่เข้าโรงพยาบาลทางจิตวิทยา ได้มีกำลังใจลุกขึ้นมาต่อสู้กับความเป็นจริงอีกครั้งหนึ่งจนวันสุดท้าย จึงได้นำความรู้สึก ความเข้าใจสำหรับคนที่เป็นโรคซึมเศร้ามาเป็นแนวทางในการรักษา รวมทั้งให้ความรู้กับคนทั่วไปที่มีอาการเครียด เศร้า เหงา ว้าเหว่ หวาดระแวง ที่อาจจะนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้แก้ปัญหาเบื้องต้น โดยไม่ต้องไปพึ่งจิตแพทย์ ยานอนหลับ ยาระงับความเครียด ยาระงับอารมณ์ และยาที่เกี่ยวกับโรคนี้
ลักษณะของผู้ที่มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้า และแนวทางในการรักษา พอจะนำประสบการณ์มาขยายความได้เป็นข้อๆ ดังนี้

  1. มีอารมณ์รุนแรง หงุดหงิดง่าย ภาวะอารมณ์ของคนเรามีขีดจำกัดในการรับรู้ความรู้สึกต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต สำหรับคนที่มีแนวโน้มต่อการเป็นโรคนี้อารมณ์ค่อนข้างจะเกิดขึ้นง่าย และบ่อยครั้ง ยิ่งบ่อยครั้ง ยิ่งมากครั้งเท่าไหร่ก็จะเป็นการสะสมของการเป็นโรคได้มากขึ้นเท่านั้น โดยที่ไม่ได้รับการแก้ไขหรือเยียวยาจากจิตแพทย์ หรือได้รับความเข้าใจที่ถูกต้องจากบุคคลรอบข้าง
    สำหรับแนวทางในการแก้ไขเมื่อมีอาการอย่างนี้ นอกจากจะรักษาโดยจิตแพทย์แล้ว ก็มีวิธีการรักษาด้วยวิธีธรรมดา ตามธรรมชาติของการระงับไม่ให้อารมณ์เกิดความรุนแรงมากขึ้น คือ
    - เมื่อมีอารมณ์ และความรู้สึกที่ไม่ดี ก็ให้ละตนเองจากที่เกิดเหตุนั้นชั่วคราว ไม่ตอบโต้ ให้ตั้งสติมั่น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไปหาบรรยากาศที่ทำให้อารมณ์ดีขึ้น
    - ให้เข้าใจว่าเป็นเพราะตนเองที่มีอารมณ์แบบนี้ไม่ใช่ผู้อื่นที่ทำให้เกิดอารมณ์รุนแรง หรือหงุดหงิด ถ้าคิดได้ว่าเป็นที่ตนเองก็จะทำให้รู้สึกสบายใจ ไม่เกิดการทะเลาะ หรือเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นต่อไป
    - พยายามพาตนเองไปสู่ความเป็นคนมีเหตุ และผล ตั้งสติให้มั่นในการคิดที่จะแก้ปัญหา ไม่ใช่การโต้แย้งที่จะเกิดขึ้น หาวิธีที่จะระงับ และกำจัดอารมณ์เหล่านั้นออกไปจากตนเอง
    ก็มีอีกหลายวิธีที่จะหาทางออกในการระงับตนเองไม่ให้เกิดขึ้น และนำไปสู่ความเข้าใจ และความสงบเงียบในที่สุด และวิธีที่ไม่ควรจะนำมาเป็นการแก้ไขด้านอารมณ์ คือ ต่อสู้เพื่อเอาชนะ ให้คิดว่า แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมารเข้าไว้แล้วจะดีเอง โต้เถียงกัน เพื่อหาข้อยุติปัญหานั้น การไปพึ่งยาเสพติดซึ่งเป็นการระบายอารมณ์ของเราได้ชั่วขณะ แต่จะไม่ตลอดไป คำกล่าวที่จะนำไปใช้ได้ และให้นำไปคิดไว้สำหรับตนเอง คือ โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า เพราะฉะนั้นทุกคนคงจะไม่อยากเป็นแบบนั้น
  2. ชอบเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว ขังตนเองไว้ ไม่ยอมไปพบปะผู้คน เพราะคิดว่าการอยู่คนเดียวคือการแก้ปัญหาจากคนที่ไม่เข้าใจ ก็เป็นแบบนี้เยอะเหมือนกัน ซึ่งการทำแบบนี้นานๆ เข้า และบ่อยครั้งจนติดเป็นนิสัย ก็จะนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้ในที่สุด ถ้าเป็นแบบนี้ในเบื้องต้นสำหรับผู้ที่พอจะมีกำลังในการระบายความเครียดก็โดยวิธีการติดต่อสังคมภายนอกโดยวิธีอื่นๆ เช่น มีโทรศัพท์ไว้โทรหาคนที่เรารู้สึกดี เข้าใจเรา หรือกรณีที่มีคอมพิวเตอร์ก็ติดต่อคนอื่นด้วยการหาความบันเทิงทางโลกอินเตอร์เน็ตผ่านทางโปรแกรมแชท เกมส์ เป็นการแลกเปลี่ยนด้านความรู้สึกได้ดีอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีคนเหล่านี้จำนวนมากที่มาระบายออกทางโลกอินเตอร์เน็ต และไม่ได้เป็นอันตรายกับผู้อื่นด้วย หรือการสวดมนต์ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราได้สบายใจขึ้น ก็มีวิธีเยอะแยะที่ทำให้เราไม่เหงา และไม่ต้องกลัวว่าตนเองโดดเดี่ยว อีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ท่านได้มีเพื่อนคือการทำธุรกรรมทางอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจเครือข่ายขายตรงทางอินเตอร์เน็ต การหาเงินทางอินเตอร์เน็ตก็จะทำให้เราได้เพื่อนที่เพิ่มขึ้นโดยที่ได้รับประโยชน์ด้วยอีกทางหนึ่ง แต่ไม่ควรจะทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม เพราะจะทำให้จิตใจของตนเองเกิดความระแวง เกิดความเครียด เกิดความกลัวขึ้นมา แต่การที่อยู่กับสิ่งเหล่านี้บ่อยครั้ง หรือเป็นระยะเวลานานก็ไม่ดี ควรจะออกไปข้างนอกบ้างโดยไม่จำเป็นที่ต้องไปหวังว่าต้องไปกับคนอื่น ไปกับเพื่อน หรือไปกับครอบครัว เราก็สามารถที่จะไปไหนก็ได้ที่ทำให้เราสบายใจ ให้เข้าใจว่าสถานที่ที่เราไปนั้นทำให้เรารู้สึกดี มีความอบอุ่น เช่น ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ไปสวนสนุก ก็ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะการไปเที่ยวคนเดียวไม่ใช่ว่ามีเฉพาะเราคนเดียว แต่ให้คิดว่าคนอื่นก็ไปคนเดียวเหมือนกันคิดอย่างนั้นได้ก็จะสบายใจมากขึ้น
  3. คิดว่าตนเองไม่มีค่า ไม่มีความสามารถ ไม่มีประโยชน์ การมีชีวิตอยู่เหมือนเป็นภาระให้กับผู้อื่น อาการนี้ก็น่ากลัวไม่ใช่น้อย ซึ่งอาจจะนำไปสู่การทำร้ายตนเอง การฆ่าตัวตายในที่สุด ให้มองคนที่ด้อยกว่าไว้เป็นสำคัญถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกแบบนั้น แต่มีคนอื่นที่ยังด้อยกว่าเราอีกทั้งมากมาย ถ้าเราไม่ใช่คนพิการก็ให้มองคนพิการเขาสามารถต่อสู้ชีวิตและมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนขาขาด แขนขาด ตาบอด คนปัญญาอ่อนเขาก็ยังหาเลี้ยงตนเองได้ ก็ให้ดูตัวอย่างจากคนเหล่านี้ที่เราพบเจอในชีวิตประจำวัน ในขณะที่เราปกติเพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่ทำได้เยอะกว่าคนเหล่านั้นแล้ว สำหรับคนที่พิการก็เช่นกันอย่าไปคิดว่าเราพิการ แต่เป็นเพราะเราเกิดมาแบบนั้น เพราะธรรมชาติให้เราเป็น เราก็อย่าไปท้อ ให้เรามองคนอื่นๆ ที่เป็นแบบเดียวกับเราที่เขาสู้ต่อชีวิตด้วยตนเองได้ เขาทนได้เราก็ต้องทนได้ เขาสามารถมีชีวิตที่ดีได้เช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป และให้มองคนที่ใกล้จะตายเป็นสำคัญไว้ว่าเขาคงทรมานกว่าเราที่แค่เป็นคนพิการแต่ยังต้องอยู่ในโลกนี้ต่อไป
    การหาเงินเลี้ยงชีพไม่ได้ว่าจะหาด้วยการทำงานให้คนอื่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ให้เราคิดว่ามีอาชีพอีกเยอะที่เราสามารถจะนำมาเลี้ยงชีพตนเองได้เช่นกัน การขายล็อตเตอรี่ การเก็บของเก่าขาย เก็บขยะขาย ก็ให้คิดว่าเขาเหล่านั้นก็ยังหารายได้มายังชีพอยู่ได้ ขาดขาก็ใช้มือ ขาดมือก็ใช้ขา ให้คิดเสมอว่าตนเองมีอุปกรณ์หากินอีกเยอะที่ติดตัวมา แต่เราไม่ได้นำออกมาใช้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าตนเองไม่มีค่า ไม่มีความสามารถ ไม่มีประโยชน์ก็มองจากผู้คนรอบข้างเรา แล้วเขาจะเป็นกำลังใจให้เรา ทำให้เรามีคุณค่า การคิดนั้นควรคิดถึงคนที่ด้อยกว่าเราเสมออย่าไปเปรียบเทียบตนเองกับคนที่สูงกว่า แต่ให้คิดว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะสูงกว่าเขาเหล่านั้นก็ได้ กำลังใจนั้นมีอยู่ทั่ว มีคนรัก มีคนเข้าใจเยอะ เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้
    นอกจากนี้เราก็ควรจะหาความรู้ใส่ตนเองอยู่เสมอเพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ความรู้มีอยู่ทั่วทุกที่ให้เราได้เรียนรู้ จากโลกอินเตอร์เน็ต จากหนังสือ จากตำรา จากการปฏิบัติด้วยตนเอง ก็ควรจะหาความรู้ให้มากเพียงพอที่จะรองรับต่อสังคมปัจจุบัน อย่าไปปฏิเสธความรู้เพียงเล็กน้อย ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้นำมาเป็นครู ความสำเร็จให้นำมาเป็นกำลัง จงคิดเสียว่าเขาขาดเราไม่ได้แล้วเราจะมีกำลังใจที่จะต่อสู้ในชีวิตได้
  4. กลัวถูกรังแก กลัวถูกทำร้าย กลัวว่าเขาจะทำไม่ดีกับเรา อาการกลัวเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นมากก็จะนำพาไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้ ก็ให้คิดว่าเราเกิดมาทุกคนต้องตาย อย่างที่พระท่านว่า หลับไม่ตื่น พื้นไม่มี หนีไม่พ้น ก็จะไปกลัวอะไรแล้ว ให้คิดในทางที่ดีเข้าไว้ในเมื่อทุกคนต้องตายแล้วจะไปกลัวอะไร ทหารไปสู้รบอยู่ท่ามกลางลูกกระสุนความกดดัน ความกลัว ความเครียดย่อมมีมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่แล้ว ก็ให้คิดเสียว่าเราไม่ได้ไปรบราฆ่าฟันกับใคร ทำไมเราต้องพาตนเองอยู่แต่ในความกลัว ให้คิดไว้เสมอว่าทุกคนหวังดีกับเราเสมอ โดยจิตใต้สำนึกของทุกคนแล้วย่อมมีสิ่งนี้ทุกคน เพราะฉะนั้นให้มองว่าทุกคนเป็นคนดีหมด ไม่ได้หวังจะมาทำร้ายเรา หรือรังแกเรา แต่เขาพยายามช่วยเราให้หายจากความกลัว จึงต้องทำให้เรากลัว ถ้าคิดอย่างนี้ก็ได้ก็ยิ่งดี จะทำให้เราเข้มแข็ง เสียงต่างๆ ที่เราได้ยิน สำหรับคนที่ถึงขั้นประสาทหลอนจนได้ยินเสียงเอง ได้เห็นภาพหลอนเอง ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ได้ยิน หรือเป็นภาพเหล่านั้นไม่ดีแน่นอน ที่อาจจะมาทำร้ายตัวเรา หรือไม่หวังดีกับเรา ก็ให้คิดว่าสิ่งเหล่านั้นมาทดสอบเราเราก็อย่าไปคิดในทางไม่ดี และจงทำตนเองให้เราเคยชินกับสิ่งเหล่านั้น สักวันหนึ่งเราก็จะมองเป็นเรื่องธรรมดาไป จะไปไหนก็ได้ไม่ต้องกลัวการถูกรังแก ถูกทำร้าย และสามารถเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัวได้
    สำหรับคนที่คิดว่าจะฆ่าตัวตายก็ให้คิดว่าเป็นบาปที่ต้องตกนรก แต่ให้คิดว่าท้ายสุดเราก็ต้องตายเท่านั้นก็พอ

ก็ยังมีอาการอีกหลายอย่างที่ไม่ได้หยิบยกมาบรรยายให้ฟัง ก็ให้หาความรู้จากจิตแพทย์ จากตำรา จากความรู้ในอินเตอร์เน็ต จากผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคนี้ โลกนี้ยังมีคนอีกมากมายที่ต้องทรมานจากโรคเหล่านี้ การรักษาด้วยตนเอง หรือจากจิตแพทย์ก็เป็นทางออกที่ดี
สำหรับคนที่กลัวการไปหาจิตแพทย์ก็ให้คิดว่าการที่เรานอนไม่หลับ การที่เราเครียด การที่เรากลัว เราไม่มีใคร ก็ให้คิดเสียว่ามันทรมานไหมที่จะไม่ได้นอน ที่เราต้องเครียด ที่เราต้องหวาดระแวง ที่เราต้องกลัว และจิตแพทย์ก็เป็นเพื่อนเราได้ดีที่สุดที่ เข้าใจเรา ถ้ากลัวกับการไปหาจิตแพทย์แล้วคนคิดว่าเราไม่ปกติ ก็ให้คิดเสียว่าคนที่คิดกับเราว่าไม่ปกติกว่าเรา และคิดให้ร้ายเราทำให้เราไม่มีความสุข ถ้าใครอายก็แอบไปหาหมอโดยไม่ให้ใครรู้ก็ได้ หรือจะบอกคนที่เราไว้ใจและหวังดีกับเราพาเราไปพบจิตแพทย์  ให้คิดไว้ว่า “จงอย่าทนกับสิ่งที่ทำให้เราทรมาน ตัวเราดีที่สุด สำคัญที่สุด ไม่มีใครรักเราไปมากกว่าเรารักตนเอง จงทำในสิ่งที่เรามีความสุข เท่านั้นเราก็จะมีความสุข อย่าไปสนใจคนรอบข้าง จงมองโลกในแง่ดี ไม่มีใครมาทำร้ายเรา เรานะแหละกำลังทำร้ายตนเอง”

“ขอให้ทุกคนจงมีความสุขในการดำเนินชีวิต”

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า คลิ๊กดูตามลิ้งก์ด้านล่างนี้ (บางส่วน)