การเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement) และหลักการเบื้องต้นในการเพิ่มผลผลิต

 
 

คำศัพท์ ประสิทธิภาพ = Efficiency อัตราผลิตภาพ = Productivity = output/input ประสิทธิผล = Effectiveness เป็นองค์ของความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมาย

องค์ประกอบที่มีผลต่อการเพิ่มผลผลิตสรุปดังนี้

  1. การลงทุน (Investment)
  2. อัตราส่วนเงินทุน/แรงงาน (Capital/Labor)
  3. การวิจัยและพัฒนา (Research and Development)
  4. การใช้เงินทุน (Capital Utilization)
  5. กฎระเบียบแห่งรัฐ (Government Regulation)
  6. อายุของอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร และสถานที่ผลิต (Age of Plant and Equipment)
  7. ต้นทุนพลังงาน (Energy Cost)
  8. การผสมผสานของแรงงาน (Work Force Mix)
  9. จริยธรรมในงาน (Work Ethic)
  10.  การบริหารงาน (Management)

เทคนิคการเพิ่มผลผลิต
               
สาเหตุที่ทำให้เกิดการตกต่ำของผลผลิต คือ

  1. ไม่สามารถวัดประเมิน และจัดการกับพนักงานในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการผลิตทำให้เกิดความสูญเสียทรัพยากรเพื่อดกิจกรรมที่ไม่ใช่ผลผลิต
  2. ไม่สามารถที่จะติดตามข้อมูลและความรู้ที่ทันสมัยเพื่อพัฒนาระบบการผลิต
  3. เกิดความขัดแย้ง และความลำบากในการทำงานร่วมทีมงานของบุคลากรในองค์กรทำให้เกิดความสูญเสีย
  4. การเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการ หรือการให้รางวัลโดยไม่เกิดประโยชน์ด้านการผลิต เป็นการสูญเสียโดยไม่จำเป็น
  5. การขาดประสิทธิภาพในการจัดการ ทำให้เกิดความล่าช้า และรอคอย
  6. การขยายตัวขององค์กรโดยที่มีอัตราการเติบโตของผลผลิตต่ำ เป็นสาเหตุให้ต้นทุนสูงขึ้น
  7. การขาดกระบวนการจูงใจ และขาดการสร้างทัศนคติที่ดีแก่พนักงาน
  8. การใช้ระบบการผลิตแบ่งแยกตามความชำนาญงานในกระบวนการผลิตมีส่วนทำให้เกิดการทำงานซ้ำซากและเบื่องาน
  9. การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วเกินไป ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาระบบงานเดิม และต้นทุนสูงขึ้น
  10. การขาดความเข้าใจในกระบวนการทำงาน ทำให้การทำงานขาดประสิทธิภาพ และได้ผลงานที่เสียหาย และต้นทุนสูงขึ้น
  11. การเปลี่ยนงานบ่อยๆ ของพนักงาน ทำให้ความรู้และความสามารถของพนักงานที่องค์กรพัฒนาไว้ต้องสูญเสีย และทำให้องค์กรต้องรับภาระเป็นโรงเรียน โดยต้องลงทุนเพิ่ม เป็นผลให้ต้นทุนสูงขึ้น
  12. ขาดการจัดการที่ดี ทำให้เกิดการทุจริตในองค์กร เป็นผลให้เกิดการสูญเสียขึ้น

เทคนิคที่ใช้เพื่อประกอบเป็นแนวคิดในการจัดการเพิ่มผลผลิต จัดกลุ่มได้ดังนี้

  1. กลุ่มใช้ฐานด้านเทคโนโลยี (Technology Base Technique) ประกอบด้วย
    - การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ (Computer Aided Design – CAD)
    - การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิต (Computer Aided Manufacturing – CAM)
    - การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิตโดยรวม (Integrated CAM – CAD)
    - หุ่นยนต์ (Robotics)
    - เทคนิคการใช้แสงเลเซอร์ (Laser Beam Technique
    - เทคโนโลยีด้านพลังงาน (Energy Technology)
    - เทคโนโลยีกลุ่ม (Group Technology)
    - การบริหารงานซ่อมบำรุง (Maintenance Management)
    - การเสริมสร้างเครื่องจักรใหม่จากเครื่องจากเก่า (Rebuilding Old Machine)
    - การประหยัดพลังงาน (Energy Saving)
  2. กลุ่มใช้ฐานด้านพนักงาน (Employee Base Technique) ประกอบด้วย
    - การให้เงินจูงใจรายตัว (Individual Financial Incentive)
    - การให้เงินจูงใจรายกลุ่ม (Group Financial Incentive)
    - สวัสดิการ (Fringe Benefits)
    - การส่งเสริมเลื่อนขั้นพนักงาน (Employee Promotion)
    - การปรับความพร้อมความสมบูรณ์ของงาน (Job Enrichment)
    - การขยายขอบข่ายงาน (Job Enlargement)
    - การหมุนเวียนเปลี่ยนงาน (Job Rotation)
    - การมีส่วนร่วมของพนักงาน (Work Participation)
    - การเพิ่มความชำนาญงาน (Skill Enhancement)
    - เส้นโค้งการเรียนรู้งาน (Learning Curve)
    - การบริหารงานโดยวัตถุประสงค์ (Management By Objective – MBO)
    - การสื่อสาร (Communication)
    - การปรับปรุงเงื่อนไขการทำงาน (Working Condition Improvement)
    - การฝึกอบรม (Training)
    - การศึกษา (Education)
    - การเข้าใจบทบาทของตนเอง (Role Perception)
    - คุณภาพการควบคุมดูแล (Supervision Quality)
    - การเอาใจใส่ (Recognition)
    - การลงโทษ (Punishment)
    - กลุ่มคุณภาพ (QCC)
    - ของเสียเป็นศูนย์ (Zero Defect)
    - การบริหารเวลา (Time Management)
  3. กลุ่มใช้ฐานด้านผลิตภัณฑ์ (Product Base Techniques)
    - วิเคราะห์คุณค่า – วิศวกรรมคุณค่า (Value Analysis – Value Engineering)
    - การเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ (Product Diversification)
    - การวิจัยและพัฒนา (Research and Development)
    - การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Product Standardization)
    - การปรับปรุงน่าเชื่อถือได้ของผลิตภัณฑ์ (Product Reliability Improvement)
    - การโฆษณาและส่งเสริ มการขาย (Advertisement and Promotion)
    - การใช้ความเรียบง่ายของผลิตภัณฑ์ (Product Simplification)
    - ระบบการลอกเลียนแบบ (Emulation)
  4. กลุ่มใช้ฐานด้านงาน (Task Base Technique)
    - การศึกษาวิธีการทำงาน (Method Study)
    - การวัดผลงาน (Work Measurement)
    - การประเมินงานและผลงาน (Job and Work Evaluation)
    - การออกแบบความปลอดภัยของงาน (Job Safety Design)
    - การวางแผนการผลิต (Production Planning)
    - การออกแบบระบบงาน (Job Design)
    - การประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Aided Data Processing)
    - การยศาสตร์ (Ergonomics)
  5. กลุ่มใช้งานฐานด้านวัสดุ (Material Management)
    - การควบคุมวัสดุคงคลัง (Inventory Control)
    - การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP)
    - การบริหารวัสดุ (Material Management)
    - การควบคุมคุณภาพ (QC)
    - การปรับปรุงระบบการขนย้ายพัสดุ (Material Handling System Improvement)
    - การนำวัสดุใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ (Material Reuse and Recycle)

คำศัพท์และความหมาย
ต้นทุน (Cost) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปสำหรับทรัพยากรทางการผลิตเพื่อให้เกิดผลผลิต
ความสูญเสีย หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้วไม่เกิดผลผลิต
การจัดตั้ง “โครงการลดต้นทุน” ไม่สมควรทำในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะมีผลกระทบต่อแรงงานโดยตรง ถ้าต้นทุนคือ ค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดผลผลิตหรือรายได้ โครงการที่น่าจะจัดตั้งขึ้น คือ “โครงการลดความสูญเสีย” “โครงการเพิ่มผลผลิต” “โครงการพัฒนากระบวนการผลิต” ... ฯลฯ

บทบาทของการบริหารกับการเพิ่มผลผลิต

การเพิ่มผลผลิตเป็นหน้าที่ของทุกคน ผู้บริหารต้องมีจิตสำนึกในการค้นหาความสูญเสีย และเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ในด้านแรงงานมีการปลูกฝังทัศนคติด้านการเพิ่มผลผลิตและลดความสูญเสีย โดยให้ทุกคนคิดว่า “องค์กรเป็นของเรา และเราเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร”
ในด้านการสื่อสารเป็นส่วนสำคัญของการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารควรให้โอกาสพนักงานมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาต่างๆ การยอมรับนับถือและส่งเสริมแนวคิดใหม่ๆ ทำให้พนักงานกระตือรือร้น ในด้านข้อมูลต้องมีข้อมูลเพื่อการบริหารและจัดการประกอบในการกำหนดเป้าหมาย การวางแผนงาน และติดตามงานมีวงจรที่ต่อเนื่องคือ วัดผลประเมิน วางแผน และดำเนินการผลิตให้ได้ประสิทธิภาพที่สูง ความผิดพลาดส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดความเข้าใจในระบบข้อมูล และไม่สนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้บริหาร

หลักการเบื้องต้นในการเพิ่มผลผลิตในอุตสาหกรรม

หลักการทั้งหมดที่กล่าวมา ล้วนเป็นหลักการตามสามัญสำนึก (Common Sense) ซึ่งการใช้สามัญสำนึกไม่ต้องลงทุน

  1. หลักการ 3T เรื่องของเวลา คือ เวลาที่ใช้ในการผลิตจริง เวลาที่เป็นส่วนเกิน และเวลาไร้ประสิทธิภาพ
    - เวลาจริง คือ เวลาที่ต้องใช้จริงๆ ในการผลิตโดยปราศจากการสูญเสียเวลา
    - เวลาที่เป็นส่วนเกิน คือ เวลาที่ใช้ในการทำงานแต่ไม่เกิดผลงานอะไร เกิดจากความบกพร่องของการทำงาน จากการออกแบบกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งวิธีการทำงานที่ผิดพลาดด้วย
    - เวลาไร้ประสิทธิภาพ คือ เวลาที่ไม่ได้ทำอะไร และไม่เกิดผลผลิตอะไร มักจะมีรายการรบกวนขณะทำงานให้ต้องหยุดงาน เกิดจากความบกพร่องของฝ่ายจัดการ และฝ่ายแรงงาน ที่ไม่ได้ทำการวางแผนงาน การประสานงาน และการควบคุมงาน
  2. หลักการ 4 Zero ได้แก่
    - Zero Defect ของเสียต้องเป็นศูนย์ เกิดจากการปฏิบัติงานที่บกพร่องเสียหายของแต่ละหน่วยย่อยทุกหน่วยในกระบวนการผลิต รวมถึงของเสียจากวัตถุดิบ หลักการนี้พนักงานทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติให้เป็นที่เข้าใจ และการปลูกฝังทัศนคติในการยอมรับและปฏิบัติงานโดยความรับผิดชอบ
    - Zero Delay การรอต้องเป็นศูนย์ การรอเป็นความสูญเปล่าเกิดจากความบกพร่องจากการจัดการ ซึ่งอาจใช้หลัก JIT ระบบทันเวลาพอดีมาใช้แก้ไขปัญหาข้อนี้
    - Zero Inventory พัสดุคงคลังต้องเป็นศูนย์ ซึ่งใช้หลัก JIT ระบบสมดุลในสายงานผลิต (Balancing Line) การจัดผังโรงงานให้เหมาะสม ตัดสินใจที่จะเก็บวัตถุดิบไว้ในระดับหนึ่งเท่านั้น
    - Zero Accident อุบัติเหตุต้องเป็นศูนย์ ปลูกฝังพนักงานให้มีความรับผิดชอบด้านความปลอดภัย การออกแบบกระบวนการผลิตต่างๆ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย องค์ประกอบที่ต้องนำมาพิจารณาคือ สภาพแวดล้อมการทำงาน การออกแบบป้องกันเครื่องจักรอุปกรณ์ ความระมัดระวังของพนักงาน พัสดุที่เป็นสารพิษ
  3. หลักการของ 5R ได้แก่
    - Right Man เลือกใช้คนได้ถูกต้อง
    - Right Job เลือกงานให้เหมาะกับคน
    - Right Tool เลือกเครื่องมือให้เหมาะกับงานและคน
    - Right Time เลือกโอกาสหรือเวลาที่เหมาะสม
    - Right Place เลือกสถานที่ที่เหมาะสม
  4. หลักการของ 6 Step ได้แก่
    Step 1 กำหนดปัญหาที่เกิดขึ้นให้แน่ชัด
    Step 2 สังเคราะห์แนวทางต่างๆ ในการแก้ปัญหา
    Step 3 วิเคราะห์แนวทางแต่ละแนวทางให้ละเอียด
    Step 4 คัดเลือกแนวทางที่วิเคราะห์แล้วว่าดีที่สุดไปปฏิบัติ
    Step 5 ติดตามประเมินผลการดำเนินการ
    Step 6 แก้ไขแนวปฏิบัติที่บกพร่องที่ค้นพบโดยการติดตามประเมินผล เพื่อให้แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิผล
  5. หลักการกำหนดความแน่นอนของงาน เพราะ “ความไม่แน่นอนเป็นความสูญเสีย” ซึ่งต้องมีการจัดระบบที่ดี
  6. หลักการสูญเสียจากการตรวจสอบและขนย้าย ต้องมีการออกแบบระบบ QC ที่ดีโดยจัดระบบการควบคุมกระบวนการผลิต (Process Control) พิจารณาองค์ประกอบที่มีผลต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ และการออกแบบระบบขนย้ายที่ดีและเหมาะสม
  7. หลักการกำหนดความสูญเสียจากองค์ประกอบของทรัพยากรการผลิต จัดการทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตเพื่อให้เกิดผลผลิต (4M + 2E + 1I + 1S) ได้แก่ Man, Machine, Material, Money, Energy, Environment, Information และ Space (พื้นที่) ต้องค้นหาความสูญเสียแล้วหาทางแก้ไข
  8. หลักของการปรับทัศนคติของบุคลากรในองค์กร ผู้บริหารมีหน้าที่ที่จะปรับและส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรมีทัศนคติที่ดี การสร้างความรู้สึกให้พนักงานรู้ว่าผลงานของตนมีผลกระทบต่อองค์กร ให้รู้สึกว่าตนเองมีส่วนเป็นเจ้าของ จึงให้ความสนใจในการดูแลกิจการ วิธีการเสริมสร้างทัศนคติ ได้แก่ การใช้วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาให้การอบรม ให้ความรู้ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กร อาจจะใช้บุคคลภายนอกซึ่งเป็นที่ยอมรับมาฝึกอบรม
  9. หลักการปรับระบบสื่อสารและประสานงาน เรื่อง “ความขัดแย้งในองค์กร” สร้างความสูญเสียในรูปแบบต่างๆ เกิดจากความเข้าใจผิดกัน และความบกพร่องในการประสานงาน ซึ่งเกิดจากการสื่อสารที่ไม่ดี การใช้อารมณ์ การประสานงานที่ดีต้องไม่ซับซ้อน และเป็นลักษณะการประสานงานตัวต่อตัว ถ้าผ่านสื่อกลางอาจทำให้ผิดพลาดได้ เป็นหน้าที่ของผู้บริหารต้องพิจารณาศึกษา วิเคราะห์ระบบการประสานงานให้มีประสิทธิภาพ
  10. หลักของการประชุม “การประชุมคือการทำงาน” การประชุมต้องมีผลงานและคุ้มค่าที่ประชุม เป็นกลไกในการระดมใช้ความคิดเห็นเพื่อแสดงปัญหา กำหนดแนวทางการแก้ปัญหา วิเคราะห์ปัญหา  และตัดสินใจเลือกแนวทางปฏิบัติที่จะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิผล เป็นกลไกที่ใช้ชี้แจง ทำความเข้าใจ และร่วมกันปรับระบบงานที่เหมาะสมกับองค์กร ในการประชุมนั้นต้องรู้ว่า การประชุมต้องการอะไรเป็นผลงาน ใช้เวลาเท่าไหร่ และต้องเคร่งครัดต่อเวลา ผลจากการประชุมจะเกิดเป็นใบสั่งงานประเภทหนึ่ง การติดตามจะใช้รายงานการประชุมเป็นเครื่องมือ สรุปหลักการประชุมดังนี้
    - การประชุมต้องเป็นการทำงานอย่างหนึ่ง
    - การประชุมต้องมีเป้าหมาย
    - การประชุมเป็นการมอบหมายงานและการติดตามงาน
    - การประชุมเป็นกลไกในการพัฒนาระบบงาน
    - การประสานงานต้องไม่เป็นกิจกรรมหลักของการประชุม
    - การประชุมเป็นการทำงานจึงจำเป็นต้องเคร่งครัดเกี่ยวกับเวลา
    - ประธานที่ประชุมเป็นหัวหน้างานที่ต้องดำเนินการประชุมให้ได้ผลงานตามเป้าหมายในกรอบเวลาที่กำหนด
    - รายงานการประชุมเป็นเครื่องมือที่สำคัญ
    - เลขานุการที่ประชุมต้องสรุปงานค้างที่ยังไม่เสร็จ เพื่อให้ประธานสามารถติดตามงานได้
    - การประชุมที่เสียค่าใช้จ่ายต้องทำงานให้คุ้มค่า
  11. หลักการกำหนดมาตรฐานของงานและผลิตภัณฑ์ การกำหนดมาตรฐานงานจะเกี่ยวเนื่องกับมาตรฐานเวลา และใช้หน่วยวัดสำหรับกระบวนการวัดผลงานของวงจรผลิตภาพ การมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ได้ต้องมีแบบที่ใช้ประกอบการผลิตที่เป็นมาตรฐาน
  12. หลักของการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ความคิดเห็น และแสดงผลงานของพนักงาน การเสนอแนะจะยึดหลักการนี้ หัวใจสำคัญของหลักข้อนี้คือ ผู้บริหารต้องเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ผู้บริหารต้องไม่พยายามแสดงออกถึงวิธีการที่ได้คิดไว้แล้ว แต่เปิดโอกาสให้พนักงาน ได้แสดงออกจนทำให้พนักงานรู้สึกความคิดดีๆ เป็นของพวกเขา ซึ่ง

    “ผู้บริหารต้องยอมแกล้งโง่ แต่ฉลาดในการชี้นำ”
 
     
       
     
       
  เทวินทร์ ประสิทธิ์เสริฐ
สงวนลิขสิทธิ์
การคัดลอกให้ก๊อปปี้ link ลงไปด้วย
http://www.cgpcenter.com/engineering/productivityimprovement.html