ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จึงไม่ชอบธุรกิจเครือข่ายขายตรง

 
 


                ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ฉะนั้นในเรื่องการศึกษา การพัฒนาความคิดยังด้อยกว่าแถบยุโรปอยู่มาก วัฒนธรรมที่รับมาส่วนมากจะเป็นทางด้านเทคโนโลยีและสังคม แต่ไม่ได้รับมาในด้านความคิดเท่าไหร่ ประกอบกับคนไทยเป็นคนเรียบง่าย ไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยาก ซับซ้อน มาดูความคิดเห็นของ วิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าพ่ออมตะนครที่เคยพูดถึง จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อ คือ

  1. คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม เป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็น ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราช การ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติล้าหลังไปเรื่อยๆ
  2. การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติใน เวทีต่างๆ ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า
  3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ น้อยคนนักที่จะทำงานแบบเป็นระบบ เป็นขั้น เป็นตอ มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน
  4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้าหรือทำด้วยความ เกรงใจ ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับสัญญาหรือข้อตกลง อย่างเคร่ง ครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อยๆ
  5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกลจะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชน ซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม
  6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจ หรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง
  7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี่ยงเป็นศรีธนญชัยยกย่องคนมีอำนาจ มีเงิน โดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่า ผู้ก่อการร้ายดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว
  8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับผลประโยชน์เอ็นจีโอดีๆ ก็มี แต่บ้านเรามีน้อย บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาลเพราะการ ค้านหัวชนฝา เหตุผลจริงๆ ไม่ได้พูดกัน
  9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก การสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลกของเรายังขาดทักษะ และทีมเวิร์ค ที่ดี ทำให้สู้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้
  10. เลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเองขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม

                จากนิสัยคนไทยที่กล่าวมาคงจะพอทราบกันแล้วว่าทำไมคนไทยจึงไม่ชอบธุรกิจเครือข่ายกัน ซึ่งขอยกเหตุผลบางส่วนมา และข้อโต้แย้งที่เป็นจริงตามประสบการณ์จากผู้เขียนมาเป็นข้อๆ ดังนี้

  1. เพราะไม่ชอบงานขาย คิดว่าธุรกิจเครือข่ายเป็นงานขายสินค้า ต้องง้อคน ต้องเอาใจคน ทำให้คนเชื่อถือในสินค้าจึงจะซื้อ แต่ความเป็นจริงแล้วการขายเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งนักธุรกิจบางคนทำธุรกิจเครือข่ายขายตรงแบบไม่ขายสินค้า แต่ขายแผนการตลาด และขายความคิด ธุรกิจเครือข่ายความเป็นจริงแล้ว เป็นงานบริหารการตลาดของเครือข่าย คือ จะทำอย่างไรให้คนหันมาซื้อสินค้าใช้ในบริษัทเครือข่ายขายตรง โดยที่ไปซื้อด้วยตนเอง เราไม่ต้องนำสินค้าไปให้ เพียงแต่นำเสนอในครั้งแรกเท่านั้นเอง และหาวิธีหรือแนวทางที่เขาจะซื้อต่อเนื่องและใช้สินค้าต่อเนื่องจนเกิดเป็นรายได้กลับมาหาเราแค่นั้นเอง อย่างที่เขาพูดกันว่า “ใช้ดีแล้วบอกต่อ”
  2. เพราะคิดว่าลงทุนเยอะ ไม่มีเงินพอที่จะลงทุน ค่าใช้จ่ายที่เป็นอยู่ก็จะแย่แล้ว ทำให้ไม่อยากเสี่ยงที่จะลงทุน ความเป็นจริงแล้วธุรกิจเครือข่ายขายตรงลงทุนน้อยมากประมาณหลักร้อยหลักพันแค่นั้นเอง เมื่อเทียบกับธุรกิจที่ทำส่วนตัว ไม่ว่าจะเปิดร้านขายของ กิจการส่วนตัว เป็นต้น เมื่อสมัครแล้วซื้อสินค้าใช้ก็ไม่ถือว่าเป็นการลงทุน เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ แค่เราเปลี่ยนยี่ห้อ เปลี่ยนที่ซื้อ โดยมาซื้อที่บริษัทเครือข่ายขายตรงที่เราทำอยู่
  3. เพราะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะสำเร็จ ไม่อยากรออะไรที่ได้ยาก ชอบแบบทำแล้วได้เลย แต่ความจริงแล้วมีนักธุรกิจหลายท่านที่ประสบความสำเร็จภายในระยะเวลาไม่ถึงปีก็มีรายได้หลักแสนแล้ว สำหรับรายได้หลักหมื่นนั้นไม่ต้องรอถึงปีหรอกแค่ 3-4 เดือนก็พอแล้ว มันอยู่ที่เรามากกว่าว่าทำจริงจังมากหรือเปล่า ถ้าเราเรียนรู้และทำจริงจังไม่นานก็สำเร็จ เพราะธุรกิจเครือข่ายไม่ได้ทำคนเดียว แต่ทำกันเป็นทีมให้เราจริงจังแค่นั้นก็พอแล้ว
  4. เพราะคิดว่าการทำงานก็มีรายได้เพียงพอแล้ว จะไปดิ้นรนอีกทำไม ทำให้การเป็นลูกจ้างจึงเป็นที่นิยมมากกว่า งานประจำนั้นที่จริงแล้วก็ได้แค่เงินเดือน แต่ไม่ได้อิสระภาพในการดำเนินการด้วยตนเอง ต้องอยู่ในกฎระเบียบ ถ้าวันหนึ่งเกิดเจ็บป่วยหรือมีสาเหตุให้ต้องออกจากงานประจำ เขาก็ไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้เราต่อแล้ว สำหรับการทำธุรกิจเครือข่ายขายตรงก็ไม่ได้มีผลกระทบกับงานประจำเลย สามารถทำควบคู่ไปได้ ถ้าวันไหนงานประจำเยอะก็อาจจะเอางานประจำก่อนเพราะเป็นรายได้หลัก แต่ถ้าวันไหนที่รายได้จากธุรกิจเครือข่ายขายตรงมากขึ้น เช่น เรากำหนดไว้ว่าถ้าธุรกิจเครือข่ายได้หลักแสนเมื่อไหร่จะมาทำธุรกิจเครือข่ายขายตรงเต็มเวลา
  5. เพราะข่าวที่ออกมามีแต่ไม่ดีทั้งนั้น คนส่วนใหญ่ผิดหวังจากธุรกิจเครือข่ายกันเยอะ เสียเงิน เสียบ้าน เสียทรัพย์สินไปโดยใช่เรื่อง เรื่องข่าวที่ออกมาเป็นเรื่องปกติของนักข่าว หรือผู้คนที่จะนำสิ่งไม่ดีมาคุยกัน เรื่องไหนที่ไม่ดีเรื่องนั้นแหละจะเกิดเป็นข่าวขึ้นมา ลองคิดดูสัดส่วนคนที่เสียกับคนที่ทำแล้วไม่มีปัญหานั้นน้อยมาก แต่เราจะไปสนใจทำไมกับข่าวนั้นหละ การพิจารณาให้ดูคนที่สำเร็จ แต่อย่าดูที่คนล้มเหลว เราจะเอาแบบอย่างใคร เราก็ต้องมองคนที่สำเร็จเป็นหลัก เพราะเราจะไปลอกเลียนแบบ และทำให้สำเร็จแบบเขา
  6. เพราะคิดว่าเป็นงานที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบ ถ้าทำแล้วคนอื่นจะรังเกียจ เพื่อนและญาติพี่น้องจะไม่คบ ทำให้ทำใจลำบาก เราจะไปสนใจทำไมกับคนที่ไม่ชอบ เพราะเขาก็ไม่ได้ให้เราใช้จ่าย ซึ่งในความจริงแล้ว การทำธุรกิจเครือข่ายที่ประสบผลสำเร็จควรทำจากผู้ไม่รู้จัก เมื่อเราสำเร็จแล้วจึงจะมาทำกับเพื่อนและญาติพี่น้อง และการทำธุรกิจเครือข่ายขายตรงเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องง้อคน ถ้าเขาไม่ทำเราก็ไม่ต้องสนใจ เพราะคนมีอีกเยอะ ประเทศไทยมีคนทั้งหมดประมาณ 65 ล้านคน จะไปสนทำไมกับคนไม่ทำเพียงไม่กี่คน ยังมีอีกเยอะที่จะทำกับเรา ถ้าเราสำเร็จแล้วก็จะเป็นที่นับถือ และยกย่องจากบุคคลเหล่านั้น
  7. เพราะคิดว่างานเยอะไม่มีเวลาทำหรอก จะเอาเวลาไหนไปทำหละ ไหนจะต้องงานเลี้ยง งานสังสรรค์อีก รวมทั้งงานส่วนตัวที่ทำอยู่ด้วย แค่นี้ก็จะแย่แล้ว สำหรับเวลาของทุกคนมีเวลาเท่ากันหมดคือ 24 ชั่วโมง แบ่งเป็นการทำงาน 8 ชั่วโมง 8 ชั่วโมงว่าง หรือทำงานอื่น และอีก 8 ชั่วโมงพักผ่อน ถ้าเรามีงานอื่นเยอะก็อาจจะใช้เวลาสัก 2-3 ชั่วโมงในการทำธุรกิจเครือข่ายขายตรง และทำทุกวัน สักวันหนึ่งเราจะมีเวลาว่างถึง 16 ชั่วโมง ถ้าเราทำสำเร็จแล้ว ซึ่งเราจะมีอิสระในการจัดการกับเวลาได้อย่างเต็มที่ ไม่เหมือนการทำงานประจำ หรืองานส่วนตัวอื่นที่ต้องทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานเต็มที่และเต็มเวลา
  8. เพราะไม่มีความรู้ ทำไม่ได้ ทำไม่เป็น และเป็นงานที่ไม่ถนัด เลยไม่ทำดีกว่า เรื่องนี้เคยคุยไว้แล้ว หัวข้อ “10 ลำดับขั้นตอนการเรียนรู้สู่ความสำเร็จ จากไม่รู้สู่ความชำนาญ” ซึ่งสามารถอ่านและนำไปปฏิบัติได้ สามารถแก้ปัญหาเหตุผลของหัวข้อนี้ได้
  9. เพราะกลัวจะโดนหลอก ไม่จริงใจต่อเรา เสียเวลาเปล่าที่จะไปทำ สู้อยู่ไปวันๆ ทำงานไปวันๆ ดีกว่า ถ้าเรากลัวแล้ว เราคงจะทำอะไรไม่ได้แล้วหละ เพราะการหลอกหลวงมีอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะทำงานส่วนตัวที่ต้องลงทุน ซึ่งอาจจะถูกหลอกได้ แต่การทำธุรกิจเครือข่ายไม่มีใครหลอกหรอก ยกเว้นเราจะเชื่อในสิ่งที่ได้รับรู้มา เพราะมันเป็นงานของเราเอง เราจัดการเอง ก่อนจะคิดจะทำอะไร เราก็ต้องหาข้อมูล และเหตุผลที่เพียงพอในการตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ว่าจะตัดสินใจเลยแบบนั้นก็ไม่ใช่ เมื่อเราตัดสินใจแล้วเราก็ต้องยอมรับในการตัดสินใจของตัวเราเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาชี้นำ และชักจูงไปในทางที่ผิดได้
  10. เพราะคิดว่าสินค้าอื่นมีอยู่ตามท้องตลาดอยู่แล้ว ราคาก็ถูกกว่า มีทั้งในซอย ตามห้าง ตามร้านโขว์ห่วย ก็ซื้อใช้ไปเถอะเหมือนกันแหละ
  11. เพราะคิดว่าคนทำเยอะแล้ว เรามาทีหลังก็เป็นเครื่องมือให้เขาหากินกับเรา เราไม่ได้อะไรแถมเสียเงินอีก ความจริงแล้วธุรกิจเครือข่ายไม่ว่าจะมาก่อนมาหลังก็สามารถแซงกันได้ในเรื่องรายได้และตำแหน่ง ถ้าเรามัวแต่กลัวว่าจะไม่ทันคนอื่น เราก็ลงมือทำเลย อย่างผู้เขียนที่ประสบเห็นมาก็มีหลายนักธุรกิจหลายท่านที่ทำหลัง สามารถมีรายได้และตำแหน่งที่มากกว่าคนมาก่อน และสำหรับคนที่ทำธุรกิจมีเยอะ ไม่ต้องกลัวว่าจะหายาก เพราะวันๆ หนึ่งมีคนตาย และคนเกิดใหม่มากพอๆ กัน สำหรับกฎหมายที่กำหนดไว้ว่าอายุ 18 ปี ทำธุรกิจได้ก็มีมากในแต่ละปี หรือคนที่ทำแล้วและไม่ได้เป็นสมาชิกต่อก็มีเยอะ อยู่ที่เราว่าจะชักชวนเขามาอย่างไรให้ทำธุรกิจกับเรา
  12. เพราะคิดว่าให้ลูกหลานช่วยเหลือตัวเองจะดีกว่า ถ้าเกิดเราทำไปแล้วลูกหลานเราก็คงจะไม่ขยันทำมาหากิน กลายเป็นคนเกียจคร้านทำอะไรไม่เป็น จึงไม่ทำดีกว่า สำหรับผู้ที่กลัวว่าถ้าสำเร็จแล้วลูกจะไม่ทำ หรือทำให้ลูกเป็นคนเกียจคร้าน ก็อยู่ที่พ่อแม่นั่นแหละเป็นผู้อบรมสั่งสอน เพราะถ้าเราสำเร็จเราสามารถที่จะชี้นำลูกเราให้ทำต่อได้ ทั้งการอบรมถึงวิธีการและความรู้ต่างๆ มีหรือที่ลูกเราจะไม่ทำต่อ เพราะยังงัยตามกฎหมายแล้วเขาก็ต้องเข้าเรียนเมื่ออายุ ได้ 4 ขวบ แต่เรามีเวลาทั้งชีวิตที่จะชี้นำและสอนเขาให้ไปในทางที่เราต้องการ
  13. เพราะเห็นคนอื่นทำแล้วสำเร็จน้อยมาก บ้างก็ว่าสมัครเป็นพันแต่รวยแค่คนเดียว จึงไม่อยากเสี่ยงดีกว่า คนที่ไม่สำเร็จที่เราเห็นนั้นเรารู้เหรอว่าเขาทำแล้วทำไมไม่สำเร็จ เราต้องหาข้อมูลที่เพียงพอในการเชื่อสิ่งเหล่านั้น ผู้ที่ไม่สำเร็จอาจจะทำผิดวิธี ผิดกฎระเบียบ หรือเขาอาจไม่สนใจเท่าที่ควร จึงทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จ ผู้เขียนขอบอกว่า “ไม่มีอะไรที่ไม่สำเร็จถ้าเราลงมือทำและทำอย่างจริงจัง สักวันเราจะพบกับความสำเร็จ เพียงใช้ความอดทน และต่อสู้กับปัญหาเหล่านั้นให้ผ่านพ้นไปได้” แค่นี้เราก็จะประสบความสำเร็จแล้ว

ขอให้ท่านจงโชคดีในการทำธุรกิจเครือข่ายขายตรง และการดำเนินชีวิตประจำวัน

ด้วยความปราถนาดีจากผู้เขียน
 
     
               
  เทวินทร์ ประสิทธิ์เสริฐ
สงวนลิขสิทธิ์
การคัดลอกให้ก๊อปปี้ link ลงไปด้วย

http://www.cgpcenter.com/directsale/whythaipeoplenotlikemlm.html