10 ลำดับขั้นตอนการเรียนรู้สู่ความสำเร็จ  จากไม่รู้สู่ความชำนาญ

 
 

ทุกคนเกิดมาไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันตั้งแต่เกิดมาคือ “สามารถพูดได้ ฟังเข้าใจ” ตามดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก ขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่มีลักษณะอย่างไร การเรียนรู้ของมนุษย์ก็เริ่มจากการเล่นในช่วงแรกเกิด มอง รับรู้ อยากรู้ ความรู้สึกจากผู้ใกล้เคียง เมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียนก็จะเริ่มจากการเรียนอนุบาล จนไปสู่ระดับมหาวิทยาลัย แต่กระนั้นการเรียนรู้ของคนเราไม่เหมือนกัน จะมากจะน้อยอยู่ที่กำลังทรัพย์ที่จะเรียน แต่ความรู้ที่ทุกคนได้รับคือ ประสบการณ์ชีวิตซึ่งเป็นไปตามอายุ ได้พบ ได้เห็น ได้รับรู้ ได้สัมผัส ฯลฯ ก็จะเกิดเป็นความรู้จากชีวิต ยิ่งอายุมากก็จะมีความรู้มากขึ้น

พูดถึงเรื่องความคิดคนเราก็คิดกันได้หลายแบบเกี่ยวกับเรื่องทำไม่ได้ ไม่รู้ ฯลฯ ลองมาดูละกัน

  • ทำไม่ได้หรอก เพราะไม่รู้ แต่ไม่เคยคิดที่จะเรียนรู้ การเรียนไม่มีขีดจำกัดอยู่แล้วตราบใดที่มีชีวิตอยู่ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่เปิดสถานศึกษาขึ้นมาหรอก ยิ่งปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลให้ศึกษามากมาย ทั้งที่เป็นของฟรี และไม่ฟรีปนๆ กันไป
  • ทำไม่ได้หรอก เพราะไม่เคยทำ ไม่เคยลอง คนเราชอบให้บังคับหรือมีกฎเกณฑ์จึงจะทำและเป็นอย่างนี้เกือบทุกคน อย่างเป็นลูกจ้างประจำ ถ้าทำไม่ได้ก็คือ “ไล่ออก” แต่อาชีพที่อิสระหรือเป็นของตนเอง ก็บอกอย่างเดียวว่าทำไม่ได้ เพราะไม่เคยทำ มันก็เป็นแบบนี้แหละ เพราะงานส่วนตัวหรืองานอิสระไม่มีใครบังคับ ไม่มีกฎเกณฑ์ หรือกฎระเบียบอะไรเลย
  • คิดว่าทำได้ แต่ไม่ทำ ฉะนั้นจึงไม่ทำดีกว่าก็เป็นจุดเริ่มที่ดี แต่มาติดตรงที่ “กลัว ไม่กล้า” กลัวอะไรบ้างหละ สังคม เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ถามจริงเถอะพวกเขาเหล่านั้นเลี้ยงเราได้ตลอดชีวิตหรือเปล่า บางคนก็แปลกออกไปคือ “กลัวจะรวย” ก็มี  ถ้าเราไม่ทำเราก็ต้องลำบาก ซึ่งอาจจะคิดว่า “ขอให้มีกินไปวันๆ” ก็พอแล้ว
  • มีกฎเกณฑ์มากเกินไป จึงทำไม่ได้ ส่วนมากจะเป็นการ “รอ” รออะไรบ้างหละ รอให้พร้อมก่อน รอให้มันดีขึ้น รอให้มันถึงเวลา ฯลฯ ก็จงรอต่อไป เพราะเราต้องกินต้องใช้อยู่ทุกวัน ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครเขารอเราอยู่หรอก บางครั้งเราคิดที่จะทำแล้วอาจสายเกินไปก็ได้
  • ทำไม่ได้หรอก เพราะคนอื่นก็ทำไม่ได้ ก็เป็นข้ออ้างอย่างหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงภาระที่จะตามมาหากว่าเราทำ ถามจริงเถอะ คนอื่นนั่นใครหละ เขามาเกี่ยวอะไรกับเรา เขาเลี้ยงเราเหรอ เขาช่วยเหลือเราไหม ก็ต้องย้อนถามตัวเองซะหน่อย อย่าไปเลียนแบบคนที่ไม่สำเร็จ เพราะเขาผู้นั้นอาจจะขี้เกียจ หรือมีอะไรบางอย่างที่ทำไม่สำเร็จ เรานะแหละเป็นแบบเขาหรือเปล่าหละ
  • ฯลฯก็ยกตัวอย่างมาพอหอมปากหอมคอกัน ใครจะคิดอะไรก็ตาม “คุณคิดถูกเสมอ”

ฝากแนวคิดไว้ว่า

“ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ อยู่ที่เรานะแหละว่าจะทำหรือเปล่า”

“สำหรับคนที่ทำไม่ได้แล้วคิดว่าตนเองสามารถทำได้นั่นแหละคือสุดยอดคน”


สำหรับการเรียนรู้ที่ไม่เคยทำ ไม่สามารถทำได้ หรือไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น หรืออาจจะทำไม่ได้ ก็มีจุดเริ่มต้นคล้ายๆ กันทุกคนไป ซึ่งจะกล่าวเป็นลำดับขั้นดังต่อไปนี้

1. เริ่มจากการศึกษาหาความรู้ คุณคิดจะทำอะไรแล้วทำไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ ในเบื้องต้นคุณต้องหารายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งนั้นเบื้องต้นก่อนว่าต้องรู้อะไรบ้างจึงจะทำได้ ต้องเข้าใจ ทำอะไรได้ ต้องเก่งด้านไหน จากนั้นคุณก็เริ่มจากหาตำรับตำราก่อนด้วยการเรียนรู้เบื้องต้นว่าสิ่งที่ต้องการรู้มีอะไรบ้าง จากหนังสือ บทความ ซีดี วีดีโอ ก่อนในเบื้องต้น

2. ศึกษาจากผู้ที่ทำมาก่อนหน้านั้น หรือการเข้าอบรมสัมมนา เมื่อคุณพอที่จะเข้าใจแล้วคุณก็ไปเข้าการอบรม หรือให้ผู้ที่ทำเป็นแล้วสอนเรา แนะนำเราเพื่อให้เราเกิดความเข้าใจที่แท้จริง ไม่ว่าอะไรก็ตามย่อมมีคนทำได้ก่อนอยู่แล้ว นอกจากจะหาคนสอนไม่ได้ เราก็อาจจะเข้าอบรม สัมมนา เพื่อให้ได้ปฏิบัติในเบื้องต้นก่อน ซึ่งได้ทั้งทฤษฎีพร้อมกันไปด้วย อย่างไรก็ตามเราอย่าลืมจดหรือบันทึกสิ่งที่เราได้เรียนรู้ไว้ในสมุดหรือที่เก็บข้อมูลของเราอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ เพื่อที่จะไปศึกษาต่อเมื่อไม่เข้าใจ

3. ศึกษาการปฏิบัติจริงจากผู้อื่นที่มีความชำนาญแล้ว เมื่อเราเริ่มที่จะเข้าใจการปฏิบัติแล้วก็ลองไปศึกษาจริงกับผู้ที่ทำมาก่อนเพื่อให้เห็นงานจริงๆ ว่าเป็นอย่างไร ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ให้ปฏิบัติตาม และจดบันทึกไว้เพื่อจดจำสิ่งที่เราไม่เข้าใจ

4. เริ่มฝึกทำกับตัวเองก่อน หรือทำกับคนสนิทก่อน เมื่อเราคิดว่าพอจะทำได้แล้ว เราก็ลองทำด้วยตัวเองก่อน อาจจะหาตัวอย่าง หรือจดจำสิ่งที่เราได้เห็นมาตั้งเป็นโจทย์ขึ้นมาเพื่อทำด้วยตนเอง หรืออาจจะทำกับคนสนิทก่อน ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท เพื่อให้รู้ว่าเราต้องปรับปรุงอะไรบ้าง ต้องฝึกอะไรเพิ่มเติมบ้าง แล้วลองทำ ก็พิจารณาดูว่าเราทำได้แค่ไหน พร้อมแค่ไหนยังขาดอะไรอยู่บ้างที่เราต้องไปเรียนรู้และต้องฝึกฝนอีก ซึ่งเราต้องจดบันทึกไว้เพื่อการพัฒนาหรือเรียนรู้เพิ่มเติมในขั้นต่อไป

5. ทดลองทำด้วยตนเอง โดยมีผู้ที่ปฏิบัติมาก่อนแนะนำ เราก็ลองทำด้วยตนเอง โดยมีผู้ชำนาญแล้วให้คำแนะนำว่าเป็นอย่างไร เราพร้อมที่จะทำจริงแล้วหรือเปล่า มีข้อบกพร่องอะไรด้วยการถามผู้ปฏิบัติมาก่อนว่าควรจะทำอย่างไร ต้องปรับปรุงอย่างไร ก็ให้จดบันทึกไว้ด้วยเพื่อการพัฒนาในขั้นต่อไป

6. ทดลองทำจริงด้วยตนเอง หรือทดลองทำกับคนสนิทหรือคนรู้จัก เมื่อเราคิดว่าสามารถทำจริงได้แล้ว ก็ให้เริ่มทำจริงด้วยตนเอง ซึ่งขั้นนี้ต้องได้รับผลตอบแทน หรือความคาดหวังที่ได้วางไว้ แล้วนำมาพิจารณาว่าควรจะต้องปรับปรุงอะไรบ้าง หรืออาจจะเริ่มทำกับคนรู้จักก่อนในกรณีที่เราต้องทำร่วมกับผู้อื่นอย่างเช่น ทำการตลาดเครือข่ายขายตรงด้วยตนเอง เราก็เริ่มทำจากคนสนิท หรือคนรู้จักก่อน ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จักทั่วไป โดยต้องมีเป้าหมายในการทำว่าต้องได้รับผลกลับมา ถ้าไม่ได้หรือได้อย่างไรเราก็ต้องจดบันทึกไว้เพื่อการพัฒนาตนเองในครั้งต่อไป

7. ทดลองทำจริงกับผู้อื่น หรือกับคนแปลกหน้า เมื่อเราเริ่มที่จะมีความเข้าใจและเกิดทักษะขึ้นมาแล้ว เราก็ไปเริ่มทำกับคนไม่รู้จัก หรือคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่เพื่อนหรือญาติของเรา เพื่อเพิ่มความมั่นใจของตนเอง ในการที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความชำนาญ ถ้ามีข้อบกพร่องอะไร หรือได้ผลเช่นไร เราควรจดบันทึกไว้ด้วย ซึ่งเป็นการประเมินตนเอง และเพื่อนำไปพัฒนาตนเองต่อไป

8. นำผลที่ได้มาพิจารณาถึงความบกพร่องที่มีอยู่ เพื่อดำเนินการแก้ไข ผลที่ได้จากการปฏิบัติจริงทุกครั้งเราต้องนำมาวิเคราะห์ หาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นและส่วนที่ต้องปรับปรุงในการทำครั้งต่อไปจนเกิดทักษะเป็นของตนเอง

9. เริ่มทำจริงจังด้วยการปฏิบัติมากขึ้น และบ่อยขึ้น เพื่อให้ลดข้อผิดพลาดให้น้อยลงที่สุด เราต้องทำจริงมากขึ้นกับผู้อื่น และบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งเราสามารถกำหนดเป็นตารางการทำงาน หรือจำนวนครั้งที่ต้องทำในวันหนึ่งๆ หรือสัปดาห์นั้นๆ ก็แล้วแต่ว่าเราวางแผนการปฏิบัติไว้อย่างไร

10. ดำเนินการปรับปรุงและแก้ไขอย่างต่อเนื่องจนเกิดความชำนาญ เพื่อให้เกิดความชำนาญเราก็นำข้อบกพร่องในแต่ละครั้งมาประเมินผล และหาวิธีแก้ไขไว้ทุกครั้งที่ปฏิบัติ เราทำอย่างนี้เรื่อยๆ จนเกิดความชำนาญ ในช่วงแรกๆ ของการทำจริงที่ต่อเนื่องกัน อาจมีการจดบันทึกไว้เพื่อนำมาแก้ไข แต่เมื่อเราประเมินตนเองแล้วว่าสามารถจดจำได้ โดยไม่ต้องมีเอกสารหรือเครื่องมือช่วยเหลือแล้วสามารถปฏิบัติได้อย่างคล่องแคล่ว การจดบันทึกก็ไม่ต้องการอีกก็ได้ แต่จะเป็นการจดจำในข้อบกพร่องขึ้นมาแทน และแนวทางแก้ไขที่ได้คิดไว้แล้วในการทำครั้งต่อไป

เห็นไหมละว่าไม่ยากเลยการที่เราจะทำอะไรสักอย่างขึ้นมาเป็นอาชีพของตน หรือเพื่อเกิดความเข้าใจในการนำไปปฏิบัติจริง มันก็มีจุดเริ่มต้นเหมือนกันทุกคน เพียงแต่เราจะกล้าที่จะเริ่มหรือไม่ จากการไม่รู้ ไม่เข้าใจ ทำไม่ได้ ก็กลายเป็นผู้มีความชำนาญในที่สุด
ผู้เขียนเป็นคนที่ชอบหาความรู้ความสามารถใส่ตนอยู่เสมอไม่ว่างานอะไรก็สามารถปฏิบัติได้ เพราะมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง เราก็มีทุกอย่างเหมือนคนอื่นเขาแล้วจะมีอะไรหละที่เราทำไม่ได้เหมือนคนอื่น ขนาดคนพิการบางคนยังทำได้เลย ในขณะที่เรามีครบสมบูรณ์แบบทุกประการ ก็อย่าให้อายที่จะทำสิ่งนั้น ก่อนที่คนอื่นจะทำกันหมด โอกาสและความหวังของเราก็ยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ

“ทุกคนทำได้ คุณก็ทำได้ หาจุดเริ่มแล้วทำเถอะ อย่ารอช้า เพราะเวลาไม่รอใคร”

 
     
               
  เทวินทร์ ประสิทธิ์เสริฐ
สงวนลิขสิทธิ์
การคัดลอกให้ก๊อปปี้ link ลงไปด้วย

http://www.cgpcenter.com/directsale/tensteptosuccess.html