การทำงานขั้นพื้นฐานเพื่อความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายขายตรง

 
 

เมื่อเราตัดสินใจที่จะประกอบอาชีพธุรกิจเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ หรืองานเสริมก็ตาม ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นธุรกิจส่วนตัวเพราะไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครมาคอยกำกับดูแลในการทำธุรกิจ รวมทั้งเวลาในการทำก็อิสระ สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้นักธุรกิจเครือข่ายส่วนมากจะไม่ประสบความสำเร็จ
                กล่าวถึงชีวิตปกติทั่วไปเราก็ต้องทำงานเพื่อเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างคนอื่น หรือกิจการของตนเอง เราก็ต้องทำงานนั้นให้บรรลุและสำเร็จจนได้ แต่โดยทั่วไปแล้วเมื่อกล่าวถึงอาชีพเครือข่าย กลับเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ หรือไร้สาระสำหรับบางคน เพราะคิดว่าคงทำไม่ได้ หรือเป็นงานที่ทำยาก แต่ที่จริงแล้วการทำธุรกิจเครือข่ายกลับทำไม่ยากอย่างที่คิด และง่ายต่อการจัดการ เพียงเรามีเคล็ดลับเพียงไม่กี่อย่างเราก็ทำสำเร็จได้แล้ว
                ธุรกิจเครือข่าย ถือได้ว่าเป็น ธุรกิจส่วนตัว และเราทำในฐานะเจ้าของบริษัท หรือเจ้าของกิจการ ฉะนั้นให้สังเกตธุรกิจโดยทั่วไปคนที่เป็นเจ้าของจะทำทุกอย่างเพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ มีรายได้ และได้ขยายกิจการออกไป แต่ทั้งนี้จะเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุน มีเงินทุนในการดำเนินงาน และจัดการ ซึ่งต่างจากธุรกิจเครือข่ายที่ไม่ต้องมีเงินทุนมาก การบริหารจัดการในเรื่องสินค้า รายได้ ภาษี และอื่นๆ จะเป็นหน้าที่ของบริษัทเครือข่ายที่เราทำอยู่ ดังนั้นคนที่ทำธุรกิจเครือข่ายจึงไม่ให้ความสนใจในธุรกิจนี้มากเท่าไหร่ เพราะว่าไม่ทำก็ไม่เสียหาย เพราะต้นทุนที่ต่ำ ทำให้คนที่ทำธุรกิจเครือข่ายประสบความสำเร็จกันน้อย ทั้งๆ ที่การทำธุรกิจเครือข่ายมีแต่กำไร และรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำ โดยที่การบริหารจัดการก็ไม่ยากอย่างที่คิด

                พื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเครือข่ายประสบความสำเร็จได้ เราควรต้องมีสิ่งที่ต้องรู้และต้องปฏิบัติดังนี้

1. ต้องมีความรู้ในธุรกิจเครือข่าย รวมทั้งสินค้า แผนการตลาด และบริษัทที่เราทำอยู่ พูดถึงธุรกิจเครือข่ายคือ ธุรกิจที่ใช้เราเป็นระบบการตลาดในการจัดจำหน่ายสินค้า ค่าบริหารจัดการจะเป็นรายได้กลับมาให้กับเรา โดยที่เราไม่ต้องมีคลังสินค้า กักตุนสินค้า หรือจำหน่ายสินค้าในปริมาณมาก เพียงแค่เราแนะนำ บอกกล่าวในการใช้สินค้ากับคนที่รู้จักหรือไม่รู้จักให้มาซื้อสินค้าใช้ ซึ่งการบอกกล่าวหรือแนะนำโดยการมาสมัครทำธุรกิจกับเราก็ถือว่า คนๆ นั้นเป็นเครือข่ายของเราไปแล้ว ยิ่งบอกมากเราก็ยิ่งมียอดการซื้อใช้สินค้ามากขึ้น ทำให้มีรายได้กลับมาจากค่าการตลาดที่บริษัทเครือข่ายจ่ายกลับมาให้กับเราในการดำเนินการต่างๆ
ความรู้ในเรื่องสินค้า แผนการตลาด และบริษัท เราต้องมีความรู้ที่สามารถจะแนะนำให้กับผู้อื่นได้พอสมควร กล่าวถึงสินค้าเราอยากให้รู้เรื่องสินค้าดี เราก็ต้องใช้สินค้ากับตัวเองก่อน จะได้บอกถึงความรู้สึก ความชอบ รวมทั้งประสิทธิภาพของสินค้าที่ใช้อยู่ว่าเป็นอย่างไร ถ้าให้ดียิ่งกว่านั้นก็สามารถสาธิตสินค้า หรือยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนโดยมีเอกสารประกอบ วีดีโอหรือรูปภาพชัดเจน หรือจะมีสิ่งที่พิสูจน์ได้ให้เห็นชัดเจน จะทำให้ผู้อื่นสนใจ และอยากที่จะใช้สินค้าดังกล่าว ซึ่งตัวสินค้านี่เองจะเป็นตัวนำในการชักนำผู้อื่นหันมาใช้สินค้า และร่วมทำธุรกิจเครือข่ายกับเรา ซึ่งต่อไปเราก็จะแนะนำเรื่องแผนการตลาดในการมีรายได้กลับมาจากการใช้สินค้านั้น โดยเราต้องแสดงให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงที่มาของรายได้เหล่านั้น นอกจากนี้เราก็ต้องให้ความมั่นใจกับผู้อื่นเกี่ยวกับบริษัทเครือข่ายที่เราทำอยู่ว่ามีความมั่นคง น่าเชื่อถือเพียงใด เมื่อทำแล้วจะได้ไม่ผิดหวัง และมีอนาคตก้าวไกลไปสู่บุตรหลานได้

2. ต้องมียอดในองค์กรธุรกิจของเรา สำหรับผู้ที่ต้องการรายได้มาใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต หรือผู้ที่ทำธุรกิจเครือข่ายเป็นอาชีพหลัก ย่อมต้องการรายได้จากธุรกิจนี้ การมียอดในองค์กรธุรกิจก็ต้องมีการซื้อกินซื้อใช้ของสมาชิกหรือนักธุรกิจในองค์กรของเรา ซึ่งเราต้องทำให้คนในองค์กรเปลี่ยนการจับจ่าย การใช้สอยสินค้าของบริษัทเครือข่ายที่เราทำอยู่
พูดถึงการจับจ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนเราก็ต้องแปรงฟัน อาบน้ำ ล้างหน้า จนกระทั่งเข้านอน ก็มีสินค้าหลากหลายที่เราจำเป็นต้องใช้ เช่น ตื่นเช้าก็ต้องมียาสีฟัน แปรงสีฟัน สบู่ เจลอาบน้ำ กลางวันก็มีอาหารเสริมให้คอยบำรุง จนกระทั่งนอน เป็นต้น นอกจากสินค้าที่เราอุปโภคบริโภคแล้ว ก็ยังมีสินค้าอย่างอื่นอีกที่เราจำเป็นต้องใช้ เช่น ปุ๋ยสำหรับทำการเกษตร น้ำยาขัดห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน เสื้อผ้า เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถที่จะซื้อได้ในบริษัทเครือข่ายที่เราทำอยู่ และจะเป็นยอดขององค์กรถ้าทุกคนในองค์กรภายในเดือนบัญชีมีการจับจ่ายใช้สอยกัน แล้วจะเกิดเป็นรายได้ตามมา

3. ต้องมีคนในองค์กร รวมทั้งสอน แนะนำ และให้แนวทางในการทำธุรกิจเครือข่ายสำหรับคนในองค์กร ธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่ทำกันเป็นกลุ่มบุคคล เมื่อเราเป็นนักธุรกิจเครือข่ายแล้วก็ต้องหาสมาชิกหรือนักธุรกิจมาสมัครต่อจากเรา ซึ่งคนที่มาสมัครต่อก็สามารถที่จะหาสมาชิกหรือนักธุรกิจต่อไปอีกได้ ก็จะเกิดเป็นเครือข่ายขึ้นมา การคิดคำนวณรายได้จะคิดจากกลุ่มองค์กรที่อยู่ภายใต้รหัสเราลงไปทั้งหมด
เมื่อมีองค์กรภายใต้รหัสเรา เราก็ต้องให้คำแนะนำ สอน หรือแนะแนวทางในการทำธุรกิจ ซึ่งเราอาจจะใช้ศูนย์ธุรกิจหรือการเปิดอบรมของบริษัทที่จัดขึ้นเป็นผู้ให้ความรู้ เพราะจะเป็นการลดเวลาในการแนะนำหรือสอนนักธุรกิจของเรา อีกอย่างหนึ่งถ้าคนในองค์กรเรามีจำนวนมากเป็นหลักพันหรือหลักหมื่นก็จะสะดวกในการบริหารจัดการโดยการใช้สื่อต่างๆ ของบริษัทที่จัดทำขึ้นไม่ว่าจะเป็น ซีดี หนังสือแนะนำ แค๊ตตาล๊อก โบรชัวร์ และการจัดการอบรมต่างๆ รวมทั้งการจัดการฝึกอบรมโดยนักธุรกิจเอง หรือเราอาจจะจัดเองก็ได้ตามสถานที่ต่างๆ ที่เรากำหนด เช่น ภายในบ้าน ภายในร้านอาหาร เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้คนในองค์กรเราได้มีความรู้ที่จะสามารถนำไปปฏิบัติต่อไปได้
ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมาก็เป็นแนวทางส่วนหนึ่งในการนำไปปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จ สิ่งที่จะทำให้นักธุรกิจทำอย่างต่อเนื่องและมีความกระตือรือร้นในการทำธุรกิจอย่างจริงจังนั้นก็ต้องมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวนักธุรกิจด้วย ได้แก่

  • นักธุรกิจต้องอยู่ในบรรยากาศที่จะนำพาตนเองไปสู่การทำธุรกิจ บรรยากาศในที่นี้คือ การเข้ากิจกรรมของทางบริษัทที่จัดขึ้น หรือจัดโดยนักธุรกิจเอง ไม่ว่าจะเป็น การจัดฝึกอบรมประจำสัปดาห์ การจัดงานประจำเดือนของบริษัท การเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยกลุ่มนักธุรกิจเอง เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ตัวนักธุรกิจนั้นมีกำลังใจ และมีความกระตือรือร้นในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากได้พบเห็นคนมากมายที่ทำธุรกิจร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาแนะแนวทางในการทำธุรกิจที่ถูกต้อง การเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้น ได้เห็นผู้ประสบความสำเร็จท่องเที่ยว หรือมีรายได้มหาศาล ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
  • นักธุรกิจต้องคิดบวกเสมอ การที่เราคิดบวก มองในแง่ดีจะทำให้เราไม่หันเห หรือเปลี่ยนความคิด รวมทั้งการกระทำอันไปสู่สิ่งที่ไม่ดี เช่น คิดว่าบริษัทหลอกลวง คิดว่านักธุรกิจมาหลอกลวง คิดว่าไม่ได้อย่างที่เขาพูด เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราหมดความศรัทธา ความกระตือรือร้น ทำให้เลิกทำธุรกิจไปในที่สุด แต่ในทางกลับกันถ้าเราได้ยินหรือได้ฟังคนเหล่านั้นให้ข้อมูลมาแบบนั้น เราต้องคิดว่าจะต้องพิสูจน์หรือทำดูว่าเป็นอย่างที่เขาพูดหรือเปล่า อันนี้จะเป็นแรงผลักดันให้เราเกิดกำลังใจที่จะต่อสู้หรือพิสูจน์ความจริง และสิ่งที่ได้ในที่สุดคือ ความสำเร็จที่ตามมา อย่างเช่น มีคนมาบอกว่ารายได้ไม่ได้ตามแผนการตลาดหรอก ถ้าได้ก็ยากแล้ว เราก็ต้องพิสูจน์ดูโดยการทำธุรกิจอย่างจริงจัง แล้วดูผลที่ได้ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนมากแล้วจะเป็นจริงตามแผนการตลาดและนโยบาย หรือแผนงานที่บริษัทกำหนดมาให้ทั้งสิ้น อีกอย่างการที่เราคิดบวกจะทำให้ขวัญและกำลังใจเรามีอยู่เสมอ และทำให้เรายึดมั่นในเป้าหมายที่เราได้วางไว้ว่าจะสำเร็จ เช่น เราวางเป้าหมายว่าจะมีรายได้หลักแสนภายใน 1 ปี ถ้าเราคิดบวกอยู่เสมอว่าทำได้ ไม่ว่าจะมีอะไร หรือใครมาพูดก็ไม่เชื่อ ถ้าเราคิดอย่างนั้น และเชื่อมั่นในตนเอง และทำอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของเราก็สามารถเป็นจริงได้ ผลที่ได้รับคือ จะมีคนยกย่อง และเอาเป็นแบบอย่างในการทำธุรกิจต่อไป
  • นักธุรกิจต้องลงมือทำ เมื่อเรามีความรู้ มีอุดมการณ์ มีเป้าหมายที่จัดเจนแล้ว เราก็ต้องลงมือทำ การลงมือทำนี้ไม่ต้องรอสิ่งใด สามารถทำได้เลย เช่น เราสมัครแล้วทำธุรกิจเลยก็ไม่เป็นเรื่องที่ผิดหรือไม่ถูกต้อง เพราะการลงมือทำจะทำให้เราทราบปัญหา สิ่งที่เราต้องเรียนรู้เพิ่ม ซึ่งจะทำให้เราใฝ่หาสิ่งเหล่านั้นมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้หมดไป การลงมือทำจะเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าเราจะประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายอย่างแน่นอน การลงมือทำที่ถูกต้องคือ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และเป็นระเบียบแบบแผน เป็นเวลาที่แน่นอน เช่น เรากำหนดว่าจะทำธุรกิจเครือข่ายอาทิตย์ละ 5 วัน วันละ 6 ชั่วโมง เมื่อเรากำหนดอย่างนี้แล้วก็ต้องทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ และทำอย่างต่อเนื่อง แล้วเราจะประสบความสำเร็จในที่สุด

ขั้นตอนในการทำธุรกิจเครือข่าย โดยจะกล่าวทั้งหมดตั้งแต่เรื่องการเปิดใจตนเองที่จะทำธุรกิจอย่างจริงจังจนกระทั่งลงมือทำ ซึ่งมีรายละเอียดพอสรุปได้ดังนี้

(1) เราต้องมีความเชื่อ คือเชื่อในคุณภาพสินค้า เชื่อในบริษัทที่เราทำ และเราต้องเชื่อว่าเราสามารถทำได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าทำจะทำอะไรก็สามารถทำได้ถ้าเรามีความเชื่อ ไม่มีสิ่งใดที่เกินความสามารถของตัวเราถ้าเรามีความเชื่อแล้วสิ่งต่างๆ ก็จะตามมาเอง

(2) เราต้องมีความฝัน เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำธุรกิจได้อย่างเต็มที่อย่างจริงจัง ความฝันที่เราตั้งไว้ต้องไม่ใหญ่โตจนเกินไปจนยากที่จะสำเร็จ หรือเล็กจนเกินไปจนเราเกิดความขี้เกียจ เช่น ฝันว่าอยากมีรายได้เดือนละแสนก็เป็นฝันที่เป็นไปได้ ฝันว่าอยากจะมีเยือยอร์จนี่ก็เกินไปแต่ก็มีคนทำสำเร็จแล้วในประเทศญี่ปุ่นจากการทำธุรกิจเครือข่าย ความฝันของเราให้ดูกำลังและความสามารถของเราที่เรามี และเราสามารถทำได้

(3) ต้องมีรายชื่อ เป็นผู้มุ่งหวังที่เราจะไปเสนอสินค้า แผนการตลาด และให้ร่วมทำธุรกิจกับเรา รายชื่อให้ดูจากคนรู้จัก ได้แก่ พ่อแม่ญาติพี่น้อง เพื่อนนักเรียนนักศึกษา ครูบาอาจารย์ เป็นต้น และคนไม่รู้จัก ซึ่งเกิดจากการที่เราได้ชื่อมาจากคนที่รู้จัก หรือการออกไปทำธุรกิจ ก็ให้เขียนรายชื่อผู้มุ่งหวังนั้นไว้ เพื่อพิจารณาในการนำเสนอต่อไป

(4) เราต้องมีการวางแผนงาน เราจะสำเร็จได้ตามความฝันที่เราตั้งไว้ เราต้องมีการวางแผนการทำธุรกิจอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนขอยกแผนงานของวงจรเดมิ่ง (The Deming Cycle) มาใช้ในการวางแผนการงานโดยเริ่มจาก
4.1 PLAN เป็นการวางแผนงาน เราต้องจัดเรียงลำดับความสำคัญของงานที่เราจะไปทำ รวมทั้งการเตรียมอุปกรณ์ที่จะนำไปเสนอให้แก่ผู้มุ่งหวัง กำหนดวัตถุประสงค์ และเป้าหมายในการทำว่าเราต้องการอะไรจากผู้มุ่งหวัง และควรมีแผนสำรองสำหรับการนำเสนอที่เข้ามาแทรกตามที่ได้วางแผนไว้ว่าจะจัดการอย่างไร เพื่อให้การทำไม่ติดขัด และทันต่อเวลา ซึ่งแผนงานดังกล่าวอาจจะมีการวางแผนงานรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนด้วยก็ได้ เช่น แผนงานรายวัน เรากำหนดว่าจะต้องทำอะไรบ้างภายในวันนั้น ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบแผนงานก่อนจะออกไปปฏิบัติจริง
4.2 DO เป็นการทำงานตามแผนงานที่ได้วางไว้ ขั้นตอน วิธีการ ที่เรากำหนดไว้ใน PLAN ก็นำมาปฏิบัติ โดยทำการศึกษาถึงวิธีการที่ดีที่สุดในการนำเสนอนั้นๆ เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ และได้ผลดีที่สุด ในการนำเสนอควรจะมีเก็บข้อมูลที่จำเป็น ที่สำคัญต่างๆ เอาไว้ เพื่อประโยชน์ในการนำเสนอครั้งต่อไปด้วย หรือเพื่อจดบันทึกที่เป็นข้อบกพร่องของการนำเสนอเอาไว้ เพื่อนำไปแก้ไข ปรับปรุงในครั้งต่อไป
4.3 CHECK ตรวจสอบการทำงานที่ได้ทำไปแล้วจาก DO ว่าเป็นไปตามที่เราต้องการหรือไม่ หรือตามที่เราคาดหวังไว้หรือไม่ โดยอาจจะเทียบกับการนำเสนอครั้งก่อน  ซึ่งการตรวจสอบการทำงานควรจะมีการจดบันทึกในรูปแบบต่างๆ ไว้ เช่น สมุดบันทึก คอมพิวเตอร์ เป็นต้น เพื่อให้ง่ายในการปรับปรุง และแก้ไขในการทำงานครั้งต่อไป
4.4  ACTION หากมีข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจากการตรวจสอบ CHECK ก็ควรจะหาวิธีการและขั้นตอนในการแก้ไขทันที หรือตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยทำการค้นหาสาเหตุที่เกิดขึ้น และใช้วิธีการแก้ไขที่ดีที่สุดในการทำการแก้ไข เพื่อไม่ให้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก และควรมีวิธีการพัฒนาปรับปรุงงานนั้น ถึงแม้ว่าการตรวจสอบจะไม่เกิดข้อบกพร่องเราก็ควรจะมีวิธีการพัฒนาปรับปรุงอยู่เสมอ เพื่อให้งานนั้นเกิดประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม
เมื่อมีข้อบกพร่อง หรือต้องการจะพัฒนาปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม เราก็ควรจะมีการวางแผนใหม่ (PLAN) โดยอาจจะปรับปรุงจากแผนการทำงานเดิม เพื่อให้ได้งานที่ดีขึ้น และมีการพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นไปตามหลักการของวงจรเดมิ่ง คือ มีการวางแผนงาน PLAN ปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ DO ตรวจสอบการทำงานที่ปฏิบัติ CHECK ทำการแก้ไขข้อบกพร่องหรือพัฒนาให้ดีขึ้น ACTION ก็จะมาทำการวางแผนใหม่ นำไปปฏิบัติ ตรวจสอบ .... เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องกันไปไม่มีที่สิ้นสุด ก็จะทำให้งานนั้นดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 
     
               
  เทวินทร์ ประสิทธิ์เสริฐ
สงวนลิขสิทธิ์
การคัดลอกให้ก๊อปปี้ link ลงไปด้วย

http://www.cgpcenter.com/directsale/domlmbeginning/domlmbeginning.html