โอกาสทางธุรกิจ ลิขิตชีวิตตนเอง

 
 

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทใด หรือว่าการทำงานแบบไหน ทุกคนย่อมมีเป้าหมายในชีวิต ต้องการปัจจัย 4 มาดำรงชีวิตใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจัยที่คนส่วนมากจะต้องการก็คือ เงินทอง รถ บ้าน ที่ดิน เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมไปถึงธุรกิจของตนเองที่จะทำให้ชีวิตมั่นคง และสืบทอดไปยังลูกหลานได้
ทุกคนต้องการความสะดวกสบายในชีวิตในการดำรงชีวิต ซึ่งความสะดวกสบายที่ว่านี้ส่วนมากก็จะมาจากปัจจัยที่สำคัญสุด คือ “เงิน” ซึ่งแต่ละคนก็หาวิธีการในการที่จะได้เงินมา ไม่ว่าจะทำงานประจำ งานอิสระ เปิดธุรกิจเป็นของตนเอง ฯลฯ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มันตอบโจทย์ปัญหาชีวิตของเราได้หรือเปล่า บางคนทำงานหนักแต่ไม่รวย บางคนทำงานน้อยแต่รวย บางคนไม่ทำงานแต่มีรายได้ ซึ่งมีหลากหลายของชีวิต เราคนหนึ่งก็เหมือนกันย่อมจะหาสิ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น มั่นคงขึ้น มีอนาคตที่ยาวไกลถึงลูกหลาน
มีอยู่ธุรกิจหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาชีวิตได้ทั้งหมด ก็คือ “การทำธุรกิจเครือข่ายขายตรง” ซึ่งก็มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าใจถึงแก่นแท้ของธุรกิจนี้ คนที่เข้าใจแล้วทำเป็นธุรกิจของตนเองก็จะประสบความสำเร็จ พูดถึงเครือข่ายก็มีมากมายที่เป็นในแนวเดียวกับธุรกิจเครือข่ายขายตรง ได้แก่ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เครือข่ายโทรศัพท์ เครือข่ายดาวเทียม ฯลฯ ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกันคือ ใช้กับคนส่วนใหญ่ และจำนวนมาก อย่างที่เรารู้จักกัน ได้แก่ Google, Facebook, ฯลฯ
พูดถึง “ธุรกิจเครือข่ายขายตรง” เป็นเครือข่ายของผู้บริโภคที่ต้องการนำผลิตภัณฑ์มาอุปโภค บริโภค โดยผ่านนักธุรกิจเครือข่ายขายตรง ธุรกิจเครือข่ายเกิดจากแนวความคิดที่ว่า ผลิตของที่ทุกคนต้องใช้ ทำการตลาดโดยนักธุรกิจเครือข่ายขายตรง ผลิตภัณฑ์ที่ว่าได้แก่ อาหารเสริม เครื่องสำอาง ของใช้ในครัวเรือน ของใช้สำหรับการเกษตร ฯลฯ ซึ่งจะขายผ่านนักธุรกิจเครือข่ายขายตรง
ธุรกิจเครือข่ายขายตรง เป็นธุรกิจที่มั่นคง ไม่มีวันที่จะขาดหายไป เพราะผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายส่วนมากจะเป็นประเภท “ใช้แล้วหมดไป” ก็จะวนเวียนเป็นวัฏฏะอย่างนี้ตลอด ตราบเท่าที่บริษัทเครือข่ายขายตรงนั้นยังอยู่ให้เราทำหน้าที่การตลาด และรายได้จากการทำธุรกิจเครือข่ายขายตรงจะไม่มีที่สิ้นสุด สามารถกำหนดได้ว่าเราต้องการเท่าไหร่ เมื่อทำสำเร็จ “หยุดทำ รายได้ไม่หยุด” นี่เป็นความจริงของการทำธุรกิจเครือข่ายขายตรง
ทั้งนี้การเลือกทำธุรกิจเครือข่ายขายตรง ก็ต้องเลือกบริษัทเครือข่ายขายตรงที่มั่นคง สามารถอยู่ได้ชั่วลูกชั่วหลาน สามารถต่อยอดธุรกิจไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด และที่สำคัญสามารถ “ยกเป็นมรดกได้ หรือจะขายก็ได้” ฉะนั้นเราต้องเลือกบริษัทที่มีนโยบายแบบนี้ในการทำธุรกิจเครือข่ายขายตรง ซึ่งอยู่ที่การตัดสินใจของเราในการเลือกทำกับบริษัทเครือข่ายขายตรง

 
     

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

เรียนเพื่ออะไร ?
การเรียนเป็นจุดเริ่มต้นของคนทุกคน ตั้งแต่เกิดมาจนเข้าอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และปริญญา แต่กระนั้นก็ไม่ได้เรียนตามที่ว่าทุกคนไปบางคนก็จบแค่ประถม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นจะมีการเป็นอยู่ที่ไม่ดีหรือฝืดเคืองแต่อย่างใด เช่นนี้เพราะความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การเรียนจึงเป็นส่วนหนึ่งของด้านการพัฒนาความคิดของคนเรา แต่ก็ไม่เสมอไปบางคนจบปริญญาแต่ก็มีชีวิตที่ลำบากแร้นแค้น ถึงจะเรียนสูงก็ใช่ว่าจะคิดเป็น
สำหรับคนที่คิดเป็นนั้น จะรู้ว่าต้องทำอะไรให้กับชีวิตในแต่ละช่วง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตประจำวันก็จะมีแบบแผนที่แน่นอน มีความคิดที่ก้าวไกลไม่เหมือนใคร ฉะนั้นสิ่งที่จะมาประกอบกับความคิดเราก็คือ ความรู้นั่นเอง คนคิดเป็นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ความรู้ขั้นสูงแต่สามารถที่จะคิดให้ตนเองมีความเป็นอยู่สบาย ฉะนั้นคนที่คิดเป็นแล้วจึงเป็นผู้ที่สามารถหาความสุขความสบายให้กับตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอนาคต ครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนในสังคม ก็จะปรับตัวและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

ในธุรกิจเครือข่ายขายตรงนั้นมีหลายคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แม้จะจบแค่ชั้น ป.4 ก็สามารถมีรายได้หลักล้านต่อเดือน ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาคิดเป็น คิดว่าความสุขความสบายที่แท้จริงคืออะไร อะไรที่ตอบโจทย์ชีวิตของเขาได้ อะไรที่ดีสำหรับตัวเขาและคนรอบข้าง เมื่อเขาคิดได้เช่นนั้น ก็ลงมือทำโดยที่ไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะความสำเร็จที่ได้รับนั้นมันมากมหาศาลรออยู่แล้ว
การเรียนจึงเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมองแค่ว่า “เรียนไปเพื่อได้งานดีๆ ทำ” แค่นั้นเอง ในแต่ละสาขาวิชาจะสอนให้เราคิดสำหรับงานนั้นๆ ได้ แต่จะไม่สอนให้เราคิดถึงเรื่องอนาคต การใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเราต้องดำรงชีวิตอยู่ทุกวัน การทำงานจึงเป็นทางออกหนึ่งของผู้ที่สำเร็จการศึกษา เพราะคิดว่าการทำงานจะให้รายได้ที่ดีสำหรับชีวิตของตนเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้คิดว่าการทำงานนั้นจะส่งผลไปยังผู้อื่นหรือไม่แต่อย่างใด เช่น เราเกษียณแล้วจะยกเป็นมรดกหรือรายได้ให้กับลูกเราได้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้คนส่วนมากจะไม่ได้คิด คิดอย่างเดียว “ทำงานแล้ว จะมีเงินใช้จ่าย” เท่านั้นเอง “คนส่วนมากก็คิดกันแค่นี้แหละ”

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

ทำงานเพื่ออะไร ?
คนส่วนมากเมื่อจบการศึกษาแล้ว ไม่ว่าจะจบระดับไหนก็ตาม ก็มุ่งที่จะหางานทำเพื่อใช้เลี้ยงตนเองและครอบครัว และไม่ได้คิดที่จะทำงานเพื่อความสบายในอนาคตภายภาคหน้าสู่ลูกหลานต่อไป เพราะการทำงานนั้นไม่สามารถยกรายได้เป็นมรดกให้กับลูกหลานได้ จึงทำงานเพื่อใช้เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว
งานแต่ละอย่างที่ประกาศตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อินเตอร์เน็ต ป้ายรับสมัครงาน นัดพบแรงงาน ฯลฯ นั่นเป็นสิ่งที่คนส่วนมากจะต้องการ แต่ไม่ได้คิดว่าเราสามารถทำงานอย่างอื่นได้ด้วยนอกจากจะทำงานประจำแล้ว สภาพการเป็นลูกจ้างจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาในการใช้ดำรงชีวิต คิดว่าการทำงานจะทำให้ชีวิตดีขึ้น มีความสุขสบายแค่นั้นเอง
งานแต่ละตำแหน่งจะเปิดรับด้วยเงินเดือนต่างๆ กัน ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ดึงความสนใจของผู้คนในการเข้าร่วมทำ ร่วมสร้างขององค์กรเหล่านั้นให้เติบโต และมั่นคงยิ่งขึ้น คนส่วนมากจึงคิดว่า “การได้ตำแหน่งสูงสุด คือ สิ่งที่ปรารถนาในชีวิต” เพราะให้รายได้ที่มากในการดำรงชีวิต แต่เขาเหล่านั้นลืมคิดไปว่า การได้ตำแหน่งสูงสุดนั้นไม่สามารถที่ยกให้ลูกทำต่อได้ หรือมอบเป็นมรดกให้ลูกได้ ซึ่งลูกของตนก็จะต้องดิ้นรนเอาด้วยตัวเองทั้งสิ้น ซึ่งต่างจากธุรกิจเครือข่ายขายตรงนั้นสามารถยกเป็นมรดกให้ลูกทำได้ ซึ่งถ้าเราทำสำเร็จแล้ว ลูกเราไม่ทำก็ยังมีรายได้คงที่ หรือเพิ่มขึ้นจากเดิมตลอด เพราะมันเป็นเครือข่ายที่สามารถต่อยอดธุรกิจได้ไม่มีที่สิ้นสุด

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

ปัจจัยสำคัญของชีวิตคืออะไร ?
ทุกคนในยุคปัจจุบันคิดว่า “เงิน” เป็นปัจจัยสำคัญสุดในการดำรงชีวิต เพราะถ้ามีเงินก็สามารถมีอย่างอื่นได้เช่นเดียวกัน แต่ลืมคิดไปว่าเงินที่หามาได้นั้นสามารถหมดไปเมื่อเราหยุดทำงาน หรือเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดต้องออกจากงานก่อนวัยอันควร หรือก่อนเกษียณอายุการทำงาน
การมีเงินมากไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขเสมอไป และสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ก็คือ เวลาในการดำรงชีวิต เวลาในการที่เราจะอยู่กับครอบครัว กับคนที่เรารัก หรือว่าเราอยากจะทำอะไรตามใจชอบ เงินก็ซื้อเวลาเหล่านั้นไม่ได้ เพราะการทำงานนั้นจะจำกัดเวลาไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่เข้าทำงานจนเลิกงาน ซึ่งถ้ามีอะไรที่ด่วนเข้ามาในช่วงที่เราทำงานก็ยากที่เราจะหาเวลาไปจัดการเรื่องนั้นได้

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

ซึ่งในความคิดของคนทั่วไปคิดว่าถ้าเราทำงานมาก ทำงานหนัก ก็จะมีรายได้มากนั่นคือ “เงิน” ที่จะไปหล่อเลี้ยงชีวิตของตนและครอบครัว แต่การทำงานหนักจะมีผลต่อสุขภาพของตนเอง ซึ่ง “เงิน” ซื้อสุขภาพได้บางส่วนเท่านั้นเอง แต่ไม่สามารถที่จะรักษาสุขภาพให้ดีตลอดไปได้ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นบ่อยในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ โรคต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดกับเราแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะแลกคืนได้ เช่น ขาขาด จะสร้างขาใหม่ก็ไม่ได้ ฯลฯ

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

เราวางอนาคตของตัวเองไว้อย่างไร เราต้องการอะไรในชีวิต สำหรับคนส่วนมากแล้วก็จะมีความฝัน ความต้องการที่ได้วางแล้วไว้สำหรับอนาคตของชีวิต บางคนก็วางไว้แบบพอกินพออยู่ บางคนวางไว้อย่างดีอยากรวยในภายภาคหน้า บางคนวางไว้ถึงลูกหลาน แต่สำหรับชีวิตปัจจุบันนั้นยังต้องหาเช้ากินค่ำมุ่งแต่ทำงานเพื่อให้ถึงจุดหมายของชีวิต แต่ถึงจะพยายามเท่าไหร่สำหรับบางคนยังหาคำตอบที่จะแก้ปัญหาโจทย์ชีวิตไม่ได้ ยังต้องดิ้นรนทำงานต่อไป
การทำงานหนักย่อมส่งผลถึงตัวเราเอง ปัญหาที่ตามมาก็คือ เรื่องสุขภาพ คิดว่าทำงานหนักมีเงินใช้แล้วจะทำให้ชีวิตดีขึ้น บรรลุตามเป้าหมายของชีวิตที่ได้วางไว้ ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องการในชีวิต เงินที่ได้ส่วนมากจะหมดไปกับการรักษาโรคต่างๆ ที่ตามมา ทำให้หมดหนทางที่จะฝันฝ่าปัญหาไปสู่เป้าหมายของชีวิตได้ มันคุ้มไหมหละกับการทำงานหนัก โดยไม่ได้พักผ่อน ไม่ได้ดูแลสุขภาพซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตของคนเรา การมีสุขภาพดีย่อมทำให้สิ่งที่ตามมาย่อมดีไปด้วย ทั้งเรื่องความคิดและความเป็นอยู่ประจำวัน เราคิดถูกแล้วเหรอที่ต้องทำงานหนักๆ โดยเอาร่างกายเข้าแลกเพื่อเงิน

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

นอกจากเงินแล้วเราต้องการอะไรหละ บางคนคิดว่ามีเงินแล้วจะซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ ทำให้ชีวิตสบายขึ้น แต่สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ก็คือ สุขภาพ และเวลาที่เหลือไว้สำหรับครอบครัวและตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การดำรงชีวิต ปัญหาครอบครัว และปัญหาสุขภาพก็เกิดจากเวลาที่จัดสรรปันส่วนไม่เข้าที่ ไม่มีเวลาให้กับครอบครัว เมื่อมีเหตุฉุกเฉินก็ไม่สามารถจะให้เวลากับครอบครัวและตนเองได้ เพราะชีวิตยังคงติดกับการทำงานที่หนัก ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็คือ เงิน ทำให้มีปัญหาครอบครัวเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งนี้มีเงินเป็นหลักล้านก็ไม่สามารถซื้อคืนมาได้ แล้วคิดว่าอะไรสำคัญหละ
สำหรับผู้ที่ทำงานมีตำแหน่งและฐานะทางการเงินแล้ว คิดว่าจะทำให้ชีวิตลูกหลานในภายภาคหน้ามีชีวิตที่ดีไม่ต้องดิ้นรนใฝ่คว้าเพิ่มเติม ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกหลานต้องการ แต่ความเป็นจริงแล้วลูกก็ต้องมาดิ้นรนต่อไปเพราะรายได้ไม่ได้มาจากพ่อแม่ที่สร้างไว้แล้ว แต่เป็นการรับมรดก สำหรับผู้ที่มีบริษัท หรือกิจการเป็นของตนเอง หรือต้องมาเรียนรู้และทำงานไต่เต้าไปยังตำแหน่งที่พ่อแม่เคยทำ จึงจะได้รับเงินเท่าที่พ่อแม่ได้สร้างไว้ก่อนหน้านั้น คิดว่าถูกแล้วเหรอ การที่ลูกต้องมาแก้ปัญหาธุรกิจ หรือชีวิตด้วยตนเองต่อจากพ่อแม่ ชีวิตลูกหลานก็ต้องดิ้นรนต่อไปอีกนั่นแหละ ไม่มีที่สิ้นสุด

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

การดำเนินชีวิตแต่ละช่วงอายุ บางคนก็ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่เรียนจบแล้วว่าต้องทำอะไรต่อไป อายุเท่านี้ต้องเป็นอย่างนั้น อายุเท่านั้นต้องเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพ รวมทั้งความรู้ความสามารถของตนเองที่มี ก็ต้องดิ้นรนต่อไปจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางของชีวิต
อายุตั้งแต่ 1 – 20 ปี โดยประมาณจะเป็นช่วงของการเรียน ซึ่งทุกคนอาจจะเรียนจบระดับสูง หรือบางคนจบแค่ชั้น ป.6 ก็แล้วแต่ฐานะทางการเงินของครอบครัว ซึ่งที่กล่าวมาแล้วว่าการเรียนก็เพื่อเพิ่มความคิดของตนเอง ให้คนรู้จักคิดเป็น ทำเป็น ใช้ชีวิตเป็น ซึ่งมันอาจจะไม่เหมือนกันในแต่ละบุคคล บางคนจบแค่ชั้น ป.6 แต่มีความคิดที่ดีในการดำเนินชีวิตรู้จักทำในสิ่งที่ตอบสนองความต้องการให้กับชีวิตได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย บางคนก็ทำงานตั้งแต่เรียน ในระหว่างเรียนก็ทำงานควบคู่ไปด้วย มีกระทั่งส่งเงินกลับบ้านด้วยก็มี บางคนก็เลือกที่จะทำธุรกิจเครือข่ายขายตรงระหว่างเรียนเพราะคิดว่าจบไปก็ไม่ต้องทำงานเป็นลูกจ้างมีรายได้ถึงหลักแสนหลักล้าน ก็มีให้เห็นอยู่เยอะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความคิดทั้งนั้น อยู่ที่ว่าคุณจะคิดอย่างไรแค่นั้นเอง
อายุตั้งแต่ 20 – 40 ปี ก็เข้าช่วงทำงาน ซึ่งส่วนมากจะใฝ่หาแต่บริษัทที่ดี เพื่อต้องการเงินเดือนมากๆ เข้าไว้ และทำงานอย่างเดียว บางคนก็ทำงานไปด้วยทำธุรกิจเครือข่ายไปด้วยพร้อมกันก็มี บางคนทำงานไปด้วยทำธุรกิจส่วนตัวไปด้วย เพื่อจะได้เปิดเป็นบริษัทของตนเอง ก็แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะทำอย่างไรแค่นั้นเอง เพราะจบแล้วส่วนมากก็ต้องเลี้ยงตนเอง และหาครอบครัวเป็นของตนเอง ซึ่งอายุช่วงนี้จะคิดที่จะทำงานและสร้างตัวเองให้มีเงินเพียงอย่างเดียว มุ่งมั่นทำงานที่ตอบสนองความต้องการของชีวิตและตนเองได้ แต่กระนั้นบางคนก็ไม่ได้คิดไว้ถึงอนาคตลูกหลาน คิดว่าเอาตัวเองให้รอดเท่านั้นก็พอ ซึ่งสิ่งที่ตอบโจทย์ปัญหาชีวิตได้ทั้งหมดก็คือ ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ไม่ว่าจะทำเต็มเวลา หรือเสริมก็ตาม ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่ดีอย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องการ บางคนก็เริ่มทำตั้งแต่อายุช่วงเรียนอยู่ และประสบความสำเร็จก่อนเรียนจบ ก็ถือว่าย่นระยะเวลาการทำงานให้สั้นลงที่เหลือก็เป็นการใช้ชีวิตที่สุขสบายชั่วชีวิตก็ว่าได้

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

อายุระหว่าง 40 – 60 ปี ก็เข้าสู่ชีวิตของครอบครัว อาจจะมีสมาชิกเพิ่มเข้ามาก็คือ ลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากมี เพื่อจะเอาไว้ดูแลเราในยามแก่เฒ่า ช่วงนี้ก็ต้องมีเงินมากพอสำหรับการดำรงชีวิตของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ และการมีเงินมากก็ต้องมีตำแหน่งที่ใหญ่โตสำหรับบางคนที่เลือกการทำงานเป็นรายได้หลักของครอบครัว หรือมีกิจการที่พอจะเลี้ยงครอบครัวได้ เช่น ห้างร้าน บริษัท เป็นต้น เพื่อที่จะนำเงินมาซื้อปัจจัยเหล่านั้นใช้ แต่สำหรับบางคนเลือกที่จะทำธุรกิจเครือข่ายพร้อมกันไปด้วย หรือทำเป็นอาชีพหลัก เพราะคิดว่าเป็นความมั่นคงที่สุดของชีวิตแล้ว กล่าวคือสามารถต่อยอดธุรกิจไปยังลูกหลานได้ มีรายได้ต่อเนื่องจากการรับมรดก ไม่ต้องมาเริ่มต้นใหม่
อายุ 60 – 90 ปี เป็นช่วงพักผ่อนของชีวิต ช่วงเที่ยวใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในบั้นปลายของชีวิต แต่จะเป็นอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่านั้น อยู่ที่ว่าเราใช้ชีวิตช่วงที่ผ่านมาอย่างไร บางคนยังต้องทำงานหนักอยู่ เพื่อให้มีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บางคนก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้ปัจจัยต่างๆ มาเลี้ยงชีพตนเอง ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตเราได้ ถ้าเรารู้จักคิด รู้จักสร้างตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะเริ่มในช่วงเรียนยิ่งดี จะทำให้ชีวิตบั้นปลายไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากมาย มีแต่เก็บเกี่ยวความสุขไปวันๆ ก็พอแล้ว ซึ่งธุรกิจเครือข่ายขายตรงสามารถให้เราได้ ณ จุดนี้

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

สิ่งที่เราฝันมันเหมาะสมกับชีวิตที่เป็นอยู่หรือไม่ ?
ปัจจุบันเรามีชีวิตอย่างไร ความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิต การงานที่ทำ หนี้สิน ภาระที่ต้องรับผิดชอบเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับความฝันที่เราต้องการนั้นเหมาะสมกันหรือไม่ เราฝันอย่างไรก็อย่าไปลดความฝันของเราเสียหละ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีการทำมาหากิน วิธีการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับความฝันที่เราได้วางไว้
เราต้องฝันให้ใหญ่เข้าไว้ แล้วนำความฝันนั้นมาพิจารณากับการเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน เอาความฝันเป็นโจทย์ปัญหาของชีวิต ต้องพิจารณาว่าเราต้องการทำอะไรเพิ่ม ต้องทำอย่างไรจึงจะบรรลุความฝันนั้นให้ได้ ด้วยการเปลี่ยนวิธีการทำงาน การดำรงชีวิตในปัจจุบัน เช่นในอนาคตเราอยากได้บ้านสักหลัง รถสักคัน เงินเก็บสักล้าน ในขณะปัจจุบันเรามีรายได้แค่หมื่นกว่าบาท เราก็ต้องทำอาชีพเสริม ลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นให้น้อยลง การทำอาชีพเสริมนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานส่วนตัว หรือธุรกิจเครือข่ายขายตรง ซึ่งเราสามารถทำพร้อมๆ กับงานประจำที่เราทำอยู่ก็ได้ ต้องอดทนต่อสู้ทำให้จนถึงความฝันที่เราได้ตั้งไว้ ซึ่งผู้เขียนแนะนำว่าการทำธุรกิจเครือข่ายนั่นแหละเป็นวิธีการที่ถูกต้องแล้ว นอกจากจะมีรายได้มากแล้ว ยังให้อิสระในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 
เมื่อมีความฝัน เราก็ต้องรู้จักเก็บออมเพื่อให้ความฝันที่ได้นั้นเป็นจริง แต่การออมนั้นก็ต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บออมพอสมควรจึงจะได้ตามสิ่งที่ฝันนั้น วิธีการนี้ก็เหมาะสมเช่นกัน แต่ถ้าเราเก็บออมด้วยรายได้เพียงทางเดียวย่อมจะยากที่จะสำเร็จดั่งความฝันที่เราได้ตั้งไว้ นอกเสียจะเราเปลี่ยนวิธีการ เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความเป็นอยู่ เปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับความฝันที่เราได้วางไว้ เมื่อเราเปลี่ยนแล้วก็เริ่มที่จะหาหนทางเพิ่มเติมในการเก็บออมนั้น เช่น เปิดกิจการส่วนตัวเป็นรายได้เสริม ทำงานนอกเวลา แต่สิ่งเหล่านี้ใช่ว่าจะมั่นคงกับวิถีชีวิตเท่าไหร่นัก นอกจากเราจะเปลี่ยนความคิดหาหนทางที่จะทำให้มีรายได้จำนวนมากในระยะเวลาอันสั้นลงกว่าเดิม เช่น การเล่นหุ้น การทำธุรกิจเครือข่ายขายตรง เป็นต้น
 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

คิดว่าการเรียนสูงๆ จะทำให้มีรายได้มาก ซึ่งเหมาะกับความฝันที่เราได้วางไว้ ก็มีส่วนถูกเพียงนิดหน่อย เพราะถึงเราจะจบปริญญาเอก เราก็หางานที่มีหลักล้านบาทต่อเดือนนั้นยากมาก แต่การเรียนทำให้เรามีความคิดในการที่จะหาวิธีการทำงาน เปลี่ยนวิธีการทำงาน เปลี่ยนความคิดเดิมๆ ที่เป็นอยู่ คิดหนทางที่จะหารายได้ที่ต้องการให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตและความฝันที่เราฝันไว้ การทำงานใช่ว่าจะดีเสมอไปถ้าเราไม่รู้จักการทำงานที่ถูกต้อง การทำงานนั้นอาจจะส่งผลให้เรามีปัญหาสุขภาพ ซึ่งทำให้ความเป็นอยู่ของเราเปลี่ยนไป และหาความมั่นคงในชีวิตไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนความคิดในการทำงานเสียใหม่ ด้วยการทำงานที่ใช้เวลาน้อย แต่ได้เงินมาก ในระยะเวลาที่เร็วที่สุด ก็มีหลายวิธีด้วยกัน ตามที่เราถนัด ธุรกิจเครือข่ายขายตรงก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ความฝันเราเป็นจริงได้

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

เราเลือกวิธีการทำงานถูกแล้วเหรอ?
มีหลายวิธีในการที่จะทำงานให้มีรายได้มาก แต่เราจะเลือกวิธีการนั้นเหมาะสมหรือไม่ เช่นเราทำงานแบกหาม แต่ต้องการที่จะมีบ้านมีรถ ก็เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ เราต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราเป็นอีกอย่างหนึ่ง เช่น เราเอารายได้ที่เกิดจากการใช้แรงงานนั้นมาลงทุนทำธุรกิจสักอย่างหนึ่ง เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง แต่ต้องพิจารณาต้นทุนที่ได้วางไว้ด้วยว่าจะทำได้หรือไม่ เช่น มีรายได้วันละ 300 บาท แต่ต้องการเปิดอู่ซ่อมรถ มันก็ต้องใช้ต้นทุนมากกว่ารายได้ที่เป็นอยู่
ก็มีอยู่ธุรกิจหนึ่งที่ใช้ต้นทุนน้อยมาก คือ ธุรกิจเครือข่ายขายตรง เป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อยสุด ไม่ว่าเราจะทำงานอะไรก็ตาม เพราะการลงทุนนั้นใช้เงินลงทุนแค่หลักร้อย หลักพันเท่านั้น แต่รายได้ที่เกิดขึ้นไม่จำกัด อยู่ที่ว่าเราจะมีวิธีการอย่างไร ซึ่งธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่ไม่ได้ทำคนเดียว แต่ทำกันเป็นเครือข่าย เรามีรายได้น้อย เราก็ชักชวนผู้อื่นเข้ามาทำธุรกิจร่วมกัน จากเราคนเดียวก็เพิ่มขึ้นเป็นหลักพัน หลักหมื่นคน จนกระทั่งเรามีรายได้ตามที่เราตั้งไว้ เพราะเมื่อเครือข่ายเกิด รายได้ก็เกิดตามมาไม่มีที่สิ้นสุด

           

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

บางคนทำงานหนักจนเกิดความเครียดจากการทำงาน เพราะไม่สามารถที่จะทำให้ความฝันที่ได้ตั้งไว้เป็นจริง เมื่อเกิดความเครียดก็ต้องทำงานหนักขึ้นเท่าตัว แต่กระนั้นก็ยังไม่ทำสามารถทำได้ เราต้องเปลี่ยนความขยันของเราเสียใหม่แทนที่จะทำงานเดิมหนักขึ้น ก็ไปหางานอื่นๆ มาทำเพิ่ม หรือเป็นรายได้เสริม เพราะงานประจำถึงเราจะขยันเพียงใดรายได้ก็มีขีดจำกัดอยู่แล้ว ไม่สามารถที่จะเพิ่มรายได้ตามที่เราคาดหวังไว้ได้

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 
เราต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานเสียใหม่ เช่นทำงานประจำให้เต็มที่ตามระยะเวลาที่บริษัทกำหนด เวลาที่เหลือเรามาทำธุรกิจเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นกิจการส่วนตัว อาชีพเสริม ซึ่งถือว่าเป็นของตนเอง แทนที่จะทำงานประจำหนักอย่างเดียว เราก็ต้องทำงานของตนเองให้หนักกว่างานประจำ เพราะอย่างไรก็ตามกิจการของเรา หรืออาชีพเสริมของเราที่เราเป็นเจ้าของมันก็อยู่กับเราไปตลอดชีวิต ก็ให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ว่า “อย่าขยันแต่งานคนอื่น แต่ให้ขยันงานของตนเองด้วย” จึงจะทำให้เราสู่ความฝันที่ตั้งไว้ได้
 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

เราขยันแค่ไหนแต่ยังใช้วิธีการเดิมๆ ไม่ได้เปลี่ยนวิธีการให้ทันสมัยเหมาะกับยุคปัจจุบันแล้ว การทำงานนั้นก็จะทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับน้อยลง และไม่เหมาะสมกับโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น เราทำงานด้วยการส่งจดหมายเพื่อติดต่อการทำงาน หรือเป็นแนวทางในการทำงานเพิ่ม มันก็จะช้าและไม่เหมาะกับวิธีการที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเป็นการใช้โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ตแทน ซึ่งให้ผลการตอบแทนที่มากว่า และรวดเร็วกว่าที่เราทำอยู่
หรือวิธีการทำงานที่เราใช้เป็นวิธีที่ทำกับบุคคลไม่กี่คนเพื่อให้มีรายได้กลับมา หรือมีผู้ร่วมงานไม่กี่คน ก็จะทำให้ผลตอบแทนที่ได้กลับมาน้อยเหมือนกัน ยกเว้นเราจะหาวิธีการทำงานกับคนจำนวนมาก หรือมีผู้ร่วมทำมาก ก็ย่อมจะทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับมากขึ้นกว่าเดิม อย่างเช่น เราสร้างเครือข่ายโทรศัพท์ให้คนใช้ ย่อมจะมีผู้ใช้จำนวนมากทำให้มีรายได้กลับมามากเช่นกัน

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

เช่นเดียวกันกับธุรกิจเครือข่ายขายตรงทำงานกับผู้คนจำนวนมาก และเป็นธุรกิจที่เราไม่ได้ทำเพียงคนเดียว แต่ทำกันเป็นเครือข่าย เช่น เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายสินค้าทางการเกษตร เป็นต้น ทำให้เรามีผู้ร่วมงานจำนวนมาก เมื่อมีจำนวนมาก ต่างคนต่างใช้ที่มีอยู่ในเครือข่ายของเรา ก็จะทำให้มีผลตอบแทนกลับมาเป็นจำนวนมากเช่นกัน
อีกอย่าหนึ่งเราต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน และการดำรงชีวิตเสียใหม่จากวิธีการเดิมๆ ที่เป็นอยู่ เช่นเราทำงานประจำต้องตื่นเช้าไปทำงาน เลิกงานเราก็กลับมาพักผ่อนอยู่บ้าน เมื่อถึงเวลาทำงานเราก็ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนครบ หรือถึงเวลาที่จะได้รับเงินเดือน หรือรายได้ตามที่ตกลงกัน มันก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ รายได้ที่ได้รับก็เท่าเดิม หรืออาจเพิ่มขึ้นปีละครั้ง หรือแล้วแต่ผลงานเท่านั้น ไม่ได้มีรายได้มากมายเท่าไหร่ แต่สามารถนำมาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้

           

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 
เราต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานแบบเดิมๆ ที่เป็นอยู่เสียใหม่ จากที่กล่าวมา ถ้าเราทำงานประจำเป็นไปในลักษณะเดิมแบบนั้นจนรับรายได้ จากที่เราเลิกงานแล้ว เราอาจจะใช้เวลาส่วนที่เหลือมาทำงานเสริม หรืออาชีพเสริมเพิ่มเติมเสียใหม่ เมื่อเราทำงานเสริม หรืออาชีพเสริม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจส่วนตัว กิจการส่วนตัว หรือธุรกิจเครือข่ายขายตรงก็ตาม เมื่อมีรายได้ระดับหนึ่งที่มากพอแล้ว เราก็อาจจะออกจากงานประจำมาทำกิจการส่วนตัว ธุรกิจส่วนตัว หรือธุรกิจเครือข่ายขายตรงมาทำเต็มเวลาแทน ก็จะเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินชีวิตของเราไปโดยปริยาย
 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

เราเลือกวิธีการใดในการดำรงชีวิต?
สำหรับการทำงานที่เป็นอยู่เราเคยคิดไหมว่า มันตอบโจทย์ชีวิตเราได้หรือไม่ เช่นเราทำงานเพื่อมาเลี้ยงลูกเราให้มีเงินใช้จ่าย ให้มีความสุขสบาย แต่เราไม่มีเวลาให้กับเขาเลย อย่างนี้ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาครอบครัวตามมา หรือ เราทำงานน้อยมีเวลาให้กับครอบครัว แต่รายได้ที่เกิดไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย ย่อมจะส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ นาๆ ตามมาเหมือนกัน
มีอยู่ธุรกิจหนึ่งที่ตอบโจทย์ปัญหาชีวิตเราได้ ซึ่งให้ทั้งรายได้ที่มากพอ และเวลาให้กับครอบครัว ทั้งมีความมั่นคงกับชีวิตของเราและครอบครัว ก็คือธุรกิจเครือข่ายขายตรง ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความอิสระในการดำเนินงาน ไม่บังคับเวลาที่ทำ ไม่บังคับรายได้ที่ต้องการ และเมื่อทำสำเร็จแล้วสามารถที่จะยกเป็นมรดกให้กับผู้อื่นได้โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัวของเราไม่ว่าจะเป็นลูกหรือหลานของเรา เมื่อยกให้เขาแล้วก็สามารถทำต่อได้โดยที่ไม่ต้องมาเริ่มต้นใหม่ รายได้ที่เราทำได้ คนที่รับไปก็มีรายได้เหมือนกัน และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งสามารถต่อยอดธุรกิจต่อไปได้

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

เป็นลูกจ้างแล้วได้อะไร ?
คนส่วนใหญ่จะเริ่มต้นการดำเนินชีวิตด้วยการเป็นลูกจ้าง เป็นลูกจ้างต้องเจออะไรบ้างหละกับการทำงานประจำที่ต้องวนเวียนเหมือนเดิมทุกวัน ตั้งแต่เข้างานจนเลิกงาน เป็นลูกจ้างก็ต้องอยู่ในกฎระเบียบของบริษัทหรือองค์กรนั้นที่กำหนดไว้ ต้องรับผิดชอบงานตามที่ได้รับมอบหมาย การลางาน ขาดงานจะมีผลกับเงินเดือน ต้องรับคำสั่งจากหัวหน้างานซึ่งปฏิเสธไม่ได้ งานผิดพลาดต้องโดนตักเตือนหรือตัดเงินเดือน ถ้าความผิดร้ายแรงอาจโดนไล่ออกได้ ฯลฯ นี่คือสภาพของการเป็นลูกจ้างที่เราต้องทนรับอยู่ทุกวันจนกระทั่งได้รับเงินเดือนในเดือนนั้นๆ
สิ่งที่แน่นอนของการเป็นลูกจ้างคือ ไม่สามารถเลือกเงินเดือนเองไม่ได้ เลือกหัวหน้างานไม่ได้ เลือกปฏิบัติเองไม่ได้ ฯลฯ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกที่ทุกคนต่างใฝ่ฝันของการได้งานดีๆ ตำแหน่งดีๆ เพื่อให้มีหน้ามีตาในบริษัท และสังคม แต่ความเป็นจริงแล้ว เรากลับไม่ได้รับความอิสระในด้านความคิด การทำงาน ต้องอยู่ในกรอบตลอด
แต่กระนั้นก็ตาม การเป็นลูกจ้างเป็นจุดเริ่มของการมีรายได้ประจำตัวเอง ในการดำเนินชีวิตไปแต่ละวัน เราก็สามารถนำรายได้นั้นมาทำงานเพิ่มนอกเหนือจากงานประจำ หรือจะนำมาทำกิจการของตนเอง หรือทำอาชีพเสริม ฯลฯ สิ่งที่เราต้องพิจารณาก็คือ รายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือนว่าเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ ถ้าลงทุนของตนเองต้องดูว่าใช้ทุนเท่าไหร่ ต้องเก็บอย่างไร มันเหมาะสมกับเงินเดือนที่ได้รับหรือเปล่า
ธุรกิจที่น่าทำมากที่สุดก็คือ ธุรกิจเครือข่าย เพราะใช้ต้นทุนน้อยสุด และมีอิสระในการทำ สามารถทำพร้อมกับงานประจำได้โดยไม่เสียการทำงานประจำ หรือแม้จะเรียนอยู่ก็ไม่เสียการเรียนสามารถเรียนควบคู่ไปด้วยกันได้ แต่เราไม่ควรนำธุรกิจเครือข่ายไปทำในเวลางาน หรือเวลาเรียน ซึ่งธุรกิจนี้สามารถทำได้ทุกเวลาอยู่แล้ว และไม่กำหนดสถานที่หรือต้องดูทำเลที่ตั้งแต่อย่างใด สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาตามความรู้ที่เรามีอยู่ในธุรกิจเครือข่ายนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือแผนการตลาดก็ตาม และอีกอย่างในปัจจุบันก็ทำได้ง่ายด้วยไม่ว่าจะทางโทรศัพท์ ทางอินเตอร์เน็ต เราว่างเมื่อไหร่ก็ทำได้เมื่อนั้น ไม่ต้องรอสิ่งอื่นใดมาประกอบการทำแม้แต่น้อย และที่สำคัญคือรายได้ที่เราสามารถกำหนดได้เอง เมื่อสำเร็จสามารถหยุดได้และมีรายได้ต่อเนื่องอีกด้วย

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

ทำธุรกิจส่วนตัวแล้วได้อะไร ?
เมื่อเรามีเงินเก็บก้อนหนึ่งแล้ว และคิดว่าสามารถจะทำกิจการหรือธุรกิจส่วนตัวได้ ก็นำเงินนั้นมาลงทุน การลงทุนทำธุรกิจส่วนตัวนอกจากจะมีเงินลงทุนจำนวนหนึ่งแล้ว เราต้องพิจารณาถึงทำเลที่ตั้ง ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สภาพการเมือง สภาพเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ช่วงฤดูกาลและเวลาที่ดำเนินธุรกิจ ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องนำมาพิจารณาในการที่จะดำเนินการสร้างธุรกิจตัวเอง เมื่อเปิดแล้วก็ต้องมีเงินสำรองในการดำเนินธุรกิจ หรือต้องมีเงินหมุนในธุรกิจอีกจำนวนหนึ่ง
ธุรกิจส่วนตัวไม่ว่าจะเปิดในรูปแบบ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด ก็ต้องใช้ความรู้ความสามารถส่วนตัวที่มีอยู่ในการบริหาร ดำเนินกิจการให้ไปได้ ซึ่งผลที่ได้ก็คือ กำไร และความมีหน้ามีตาในสังคม แต่กระนั้นก็ตามถ้าเราต้องการที่จะสำเร็จในธุรกิจส่วนตัวก็ต้องทุ่มทั้งแรงกายแรงใจให้กับธุรกิจของตนพอสมควร ผลที่ตามมาก็จะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ในเรื่องสุขภาพแล้วกลับตรงกันข้าม ต้องใช้เงินจำนวนมากในการบำรุงรักษาตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะภาระที่รับไว้ค่อนข้างหนัก และต้องทำต่อไปเรื่อย หยุดไม่ได้ ถ้าเกิดหยุดขึ้นมารายได้ก็หยุดตาม และเมื่อธุรกิจเติบโตมากขึ้นก็ต้องรับผิดชอบมากขึ้นเรื่องความวุ่นวายต่างๆ ก็เกิดขึ้น ทำให้เวลาในการใช้ส่วนตัวหรือครอบครัวแทบไม่มี ในที่สุดอาจเกิดปัญหาครอบครัวขึ้นมาได้
ซึ่งต่างจากธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่ไม่ต้องมีทำเล ไม่ต้องใช้เงินทุนขั้นสูง ไม่ต้องใช้ความรู้เยอะก็สามารถที่จะทำสำเร็จได้ในระยะเวลาที่เรากำหนด ซึ่งเมื่อสำเร็จแล้วเราสามารถจะมีเวลาให้กับครอบครัวและตนเอง รวมทั้งสุขภาพที่ดีจากสินค้าของบริษัทเครือข่ายขายตรงนั้น ซึ่งเมื่อสำเร็จแล้วส่วนมากจะกินฟรี เพราะรายได้เยอะกว่ายอดที่จะซื้อใช้

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

เป็นเจ้าของกิจการคิดว่าดีแล้วเหรอ ?
สำหรับผู้ที่มีกิจการเป็นของตนเอง ย่อมจะมีความมั่นคงอยู่แล้ว เพราะการเติบโตของธุรกิจที่ก้าวไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบริษัทใหญ่ๆ การสร้างระบบแฟรนไชส์ให้ผู้มาใช้บริการ หรือการสร้างบริษัทเครือข่ายขายตรง การเป็นกิจการของบริษัทหรือระบบเหล่านี้ย่อมนำรายได้มหาศาลกลับมา แต่กระนั้นก็ตามเมื่อใดที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือล้มละลาย สิ่งที่ตามมาก็คือการขาดทุนอย่างมหาศาล หรือระบบที่ทำล่มก็มีผลกระทบเช่นกัน การเป็นเจ้าของกิจการจึงมีความเสี่ยงอยู่เช่นกัน เช่น เปิดบริษัทเครือข่ายขายตรงด้วยทุนจดทะเบียนพันล้าน ผ่านไป 5 ปี เกิดระบบล่ม จำเป็นต้องปิดกิจการก็ย่อมส่งผลให้เกิดการขาดทุนหรือสูญเสียทรัพย์สินไปไม่ใช่น้อย เป็นต้น
การเป็นนักธุรกิจเครือข่ายขายตรงก็เปรียบเสมือนเจ้าของกิจการอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่มีความเสี่ยงใดเลย ถ้าเกิดบริษัทเครือข่ายขายตรงเหล่านั้นปิดตัวไป เราก็แทบจะไม่มีผลกระทบเท่าไหร่ ฉะนั้นการที่เราจะเป็นนักธุรกิจเครือข่ายขายตรง เราต้องพิจารณาบริษัทเครือข่ายขายตรงที่มีความมั่นคงและให้รายได้ของเราตลอดไปจนถึงลูกหลานได้
และการเป็นนักลงทุนก็เหมือนกันมีความมั่นคงและรายได้มหาศาลแต่กระนั้นก็ตามเราต้องมีเงินอย่างน้อยสัก 50 ล้านบาทจึงจะถือว่าเป็นนักลงทุนได้ แต่การลงทุนก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน เช่น ลงทุนซื้อหุ้นก็มีสิทธิ์ที่หุ้นจะตกก็มีผลกระทบกับเราเช่นกัน หรือลงทุนซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร ถ้าเกิดภาวะน้ำท่วมอย่างที่ผ่านมา (ปลายปี 2554) ก็อาจส่งผลให้ราคาที่ดินลดลงก็เป็นได้
สรุปแล้วการเป็นนักธุรกิจเครือข่ายขายตรงนั้นดีที่สุด เพราะนอกจากจะไม่เสี่ยงแล้ว การลงทุนก็น้อย และมีรายได้มหาศาลตามที่เราวางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

การตลาดแบบไหนที่เราเลือก ?
การตลาดทั่วไปจะมีผู้ผลิตเป็นผู้ผลิตสินค้า เมื่อผลิตเสร็จแล้วก็จะขายให้กับบริษัทที่ทำการตลาด หรือจะทำการตลาดเองก็ตาม ซึ่งคิดอัตราส่วนของราคาสินค้าเป็น ผู้ผลิตคิด 40% ของราคาจริง ผู้ทำการตลาดจะคิดราคาเพิ่มขึ้นอีก 60% ซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าส่ง และค้าปลีก เมื่อถึงมือผู้บริโภคก็อาจมีการเพิ่มราคาไปอีกประมาณ 10-20% เพื่อหวังกำไร จากการทำธุรกิจของผู้ค้ารายย่อย

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 
การตลาดของธุรกิจเครือข่ายขายตรงจะตัดผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าส่ง และค้าปลีกออกไป ซึ่งส่วนนี้จะเป็นสัดส่วน 60% ของราคาสินค้าจริง ซึ่งค่อนข้างมากที่จะนำไปปันผลประโยชน์ให้กับนักธุรกิจเครือข่าย โดยที่นักธุรกิจเครือข่ายไม่จำเป็นต้องมีคลังสินค้าไว้เป็นของตนเอง แต่สามารถที่จะไปซื้อมาจากบริษัทเครือข่ายขายตรงมาจำหน่ายอีกครั้งหนึ่ง การคำนวณรายได้ของนักธุรกิจเครือข่ายขายตรงจะคำนวณตามแผนการตลาดของบริษัทเครือข่ายขายตรงทีได้วางไว้แล้ว แผนการตลาดจะเป็นแบบไหนนั้นของแต่ละบริษัทก็ขึ้นกับนโยบายและเป้าหมายของบริษัทเครือข่ายขายตรงนั้น ซึ่งเราในฐานะนักธุรกิจเครือข่ายขายตรงต้องนำมาพิจารณาเองในการเลือกแผนการตลาดที่ยุติธรรมต่อเราเอง
 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

การเริ่มต้นธุรกิจเครือข่ายขายตรงเริ่มอย่างไร ?
สิ่งแรกที่เราจะเริ่มต้นหลังจากที่สมัครเป็นนักธุรกิจเครือข่ายขายตรงแล้วคือ ทำความเข้าใจกับกฎระเบียบข้อบังคับ นโยบาย แผนการตลาดของบริษัทเครือข่ายขายตรง และจรรยาบรรณของการเป็นนักธุรกิจเครือข่ายขายตรง สิ่งนี้ก็สำคัญเพื่อให้การทำธุรกิจเป็นไปอย่างโปร่งใส ขาวสะอาด
ถ้าเราคิดจะเริ่มธุรกิจเครือข่ายขายตรงก็ต้องเริ่มจากการซื้อสินค้าใช้ เพราะเราเองที่จะเป็นคนสร้างเครือข่ายให้เกิดกับกลุ่มของตน ดังนั้นเราต้องรู้ข้อมูลสินค้าว่าดีอย่างไร เมื่อใช้แล้วมีความประทับใจอย่างไร ให้ผลกับเราอย่างไร แล้วนำความรู้สึกเหล่านั้นไปบอกกับผู้มุ่งหวังให้ทราบด้วยวิธีการบอกกล่าว แสดงให้เห็น หรือสาธิตสินค้าให้ดูก็ตามแต่
เมื่อบอกเล่าให้ผู้มุ่งหวังทราบแล้ว ถ้าเขาเกิดความประทับใจก็จะสั่งซื้อสินค้ากับเรา ซึ่งเราสามารถให้สมัครธุรกิจเครือข่ายขายตรงต่อจากเราก็ได้ หลังจากนั้นผู้มุ่งหวังที่สมัครกับเราแล้วต้องการสร้างเป็นธุรกิจเหมือนกับเราก็ต้องบอกวิธีการในการทำ ซึ่งจะเหมือนกับเราที่ได้เสนอให้เขาดูเป็นวิธีการเช่นเดียวกัน เท่านี้ก็เกิดเป็นเครือข่ายขึ้นแล้ว การบอกต่อๆ กันไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สุด ยิ่งมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีรายได้มากขึ้นเท่านั้น
เราจึงต้องเรียนรู้ ศึกษาวิธีการต่างๆ ในการที่จะนำไปเสนอผู้มุ่งหวังบ่อยๆ เพื่อให้เรามีความรู้มากพอที่จะแนะนำผู้อื่นได้ ได้แก่การเข้าประชุมสัมมนาที่จัดขึ้นโดยบริษัทหรือนักธุรกิจเอง การฝึกอบรม การท่องเที่ยว สื่อธุรกิจที่ออกโดยบริษัทเอง นักธุรกิจเอง หรือผู้มีความรู้ ฯลฯ ซึ่งจะทำให้เราเกิดความรู้และความชำนาญตามมาในที่สุด และจะประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายขายตรง

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

เราคิดแบบไหนระหว่างทำกับไม่ทำ ?
ไม่ว่าเราจะทำหรือไม่ทำ เราก็คิดถูกเสมอ แต่ให้ดูว่าอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไร ถ้าเราตัดสินใจทำเราก็มีโอกาสที่จะสุขสบายในภายภาคหน้า ถ้าไม่ทำเราก็ต้องใช้ชีวิตตามปกติที่เราเป็นอยู่ไม่ว่าจะเป็นการทำงานส่วนตัว การทำธุรกิจส่วนตัวก็ตาม แต่ถ้าเราตัดสินใจทำก็จะเป็นสิ่งดีที่จะมีความสุขสบายในภายภาคหน้า ถึงแม้เราจะทำไม่สำเร็จหรือทำไม่ต่อเนื่อง หรือหลุดจากการเป็นนักธุรกิจแล้วมาเริ่มใหม่ ก็ยังพอจะมีหนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ ซึ่งต้นทุนที่เสียไปก็น้อยมากแค่หลักร้อยหรือหลักพันแค่นั้นเอง นอกนั้นจะเป็นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เช่น ซื้อยาสีฟันมาใช้จากบริษัทเครือข่ายขายตรง ก็ถือว่าไม่ได้เป็นการลงทุน เพราะอย่างไรเราก็ต้องใช้ทุกวันอยู่แล้ว สรุปแล้วเราแทบไม่เสียอะไรเลย ยิ่งถ้าทำสำเร็จกลับได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าเสียอีก

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

ปัจจุบันเราสำเร็จหรือยัง ?
เราจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นหนทางที่เราเลือกแล้ว เพราะเราเท่านั้นที่รู้ว่าต้องการอะไรในชีวิต ต้องการชีวิตเป็นอย่างไร ถึงแม้จะทำหรือไม่ทำมันก็มีค่าเท่าเดิมก็คือ ชีวิตยังดำเนินไปได้จนกระทั่งสิ้นลมหายใจ แต่กระนั้นเราก็อย่าลืมลูกหลานที่เกิดตามมาว่าเป็นอย่างไร ถ้าเราทำหรือไม่ก็ให้คิดถึงความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ด้วย ถ้าเราทำไม่สำเร็จก็ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ จนสำเร็จ เพราะสิ่งที่ได้รับไม่ใช่ได้เฉพาะเราคนเดียวแต่หมายถึงลูกหลานในภายภาคหน้าอีก

ข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ

            “อย่าทำเพื่อตนเองอย่างเดียว แต่จงทำเพื่อคนอื่น แล้วสิ่งที่ได้รับจะเป็นที่จารึกตลอดกาล”

            ขอให้โชคดีในการดำเนินชีวิต ให้มีสุขภาพที่ดี และก้าวหน้าในธุรกิจการงานทุกๆ คน

            ด้วยความปรารถนาดีจากผู้เขียน

               
  เทวินทร์ ประสิทธิ์เสริฐ
สงวนลิขสิทธิ์
การคัดลอกให้ก๊อปปี้ link ลงไปด้วย

http://www.cgpcenter.com/directsale/businesschance/businesschance.html